หน้าที่ทหารในสถานการณ์ปัจจุบัน  "กองทัพเป็นกลางอยู่แล้ว และกองทัพไม่ได้เป็นพวกใคร กองทัพมีจุดยืนที่ชัดเจน และทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมาทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงก็ด่าผมมาโดยตลอด แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ถือว่าดีเสียอีก เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด่า ก็จะหาว่าเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อถูกรุมด่าทั้งสองฝ่ายถือว่าดีแล้ว" คำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 10 ม.ค.2553 |
ถ้าฟังเผินๆ ต่อคำพูดดังกล่าวก็ดูว่าดีที่ทหารไม่ยุ่งกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่เป็นพวกใคร กองทัพเป็นกลาง แต่ถ้าฟังแล้วนำมาพินิจพิเคราะห์ ก็จะเห็นว่าคำพูดดังกล่าวเป็นคำพูดที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เป็นคำพูดที่ยังไม่เข้าใจในหน้าที่จริงๆ ของทหาร ซึ่งกำหนดไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ ว่าทหารจะต้องทำอะไรบ้าง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 77 ว่าดังนี้ "รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และเขตบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็นและเพียงพอเพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ " กำหนดชัดเจนถึงหน้าที่ของทหาร นำไปแยกแยะให้เข้าใจว่าทหารมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้างต่อประเทศชาติและประชาชน และต้องทำหน้าที่นั้นให้บรรลุผล คำว่า "เป็นกลาง" นั้นไม่ได้มีความหมายว่าต้องอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถูกต้องชอบธรรม เหมือนตำรวจมีหน้าที่จับผู้ร้าย ถ้าผู้ร้ายทำผิดกฎหมาย ตำรวจก็ต้องจับผู้ร้ายนั้นมาลงโทษ ไม่ใช่กลัวผู้ร้ายด่า ในความผิดความถูกไม่มีความเป็นกลาง ต้องเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าไม่เลือกเลยสักข้างก็หมายความว่าเป็นคนไม่รู้จักผิดจักถูก เป็นคนเอาตัวรอด ซึ่งคนที่ทำอย่างนี้ถ้าไม่มีหน้าที่อะไรกำกับให้ต้องทำแล้วคงไม่เท่าไร แต่ถ้าเป็นคนที่มีหน้าที่กำกับแต่ไม่ทำตามหน้าที่ของตนแล้ว คนประเภทนี้ใช้ไม่ได้ พูดถึง "เสื้อเหลือง" กับ "เสื้อแดง" แล้ว ถ้าจะมองด้วยใจที่เป็นธรรมจากพฤติกรรมต่างๆของการแสดงออกที่ผ่านมา ย่อมกล่าวได้ว่า "เสื้อเหลือง" กับ "เสื้อแดง" มีพฤติกรรมและการกระทำที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจนหลายประการ สรุปได้ดังนี้ 1. ความมุ่งหมายสำคัญของการรวมตัวกันของพวก "เสื้อเหลือง" แต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ก็เพื่อขัดขวางการกระทำที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ของบุคคลบางกลุ่มบางพวก ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อส่วนรวมในบ้านเมือง และป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้ได้รับผลกระทบกระเทือนจากการกระทำของบุคคลบางกลุ่มบางพวก ซึ่งต้องการล้มล้าง แต่พวก "เสื้อแดง" รวมตัวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก โดยเฉพาะปกป้องคนคนเดียวคือนักโทษหนีคุกคนนั้นให้พ้นผิดและกลับเข้ามามีอำนาจต่อไปอีก โดยไม่แยกแยะความดีความชั่ว แม้กระทั่งการจาบจ้วงสถาบันสูงสุด 2. ตลอดระยะเวลาของการรวมตัวหรือการชุมนุมของพวก "เสื้อเหลือง" ไม่มีการกระทำรุนแรงด้วยการเผาหรือทำลายทรัพย์สินทั้งของทางราชการและของเอกชนให้ได้รับความเสียหาย ไม่เคยข่มขู่คุกคามในการสร้างความรุนแรง หรือไล่ฆ่า แต่พวก "เสื้อแดง" ทำตรงข้ามทุกอย่าง 3. ความเสียสละของพวก "เสื้อเหลือง" ที่เข้าร่วมหรือรวมตัวกันชุมนุมทุกครั้ง สูงส่งน่ายกย่องมากกว่าพวก "เสื้อแดง" เพราะมากันทุกสารทิศด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวแม้กระทั่งการบริจาคสมทบทุนดำเนินงาน รวมทั้งการเสียชีวิตจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตรงกันข้ามทุกอย่างกับพวก "เสื้อแดง" ที่มากันด้วยอามิสสินจ้างในแต่ละครั้ง เพียง 3 ข้อใหญ่ๆก็พอจะรู้ว่าฝ่ายใดเป็นอย่างไร ฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด และฝ่ายใดปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของชาติบ้านเมืองแทบทุกด้านในขณะนี้ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพวกใส่เสื้อสีอะไรเห็นจะตอบได้ไม่ยาก โดยเฉพาะความมั่นคงแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งขณะนี้กำลังถูกบ่อนเซาะอย่างหนักทุกรูปแบบ แม้กระทั่งทางสื่อทั้งวิทยุและทีวี.ของพวก "เสื้อแดง" ที่กระจายแพร่หลายไปทั้งในเมืองและชนบท ใครมีหน้าที่ในการแก้ไข ปกป้อง และจัดการกับปัญหานี้ โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงจะอยู่เฉยๆ หรือปล่อยปละละเลยไม่ได้ โดยเฉพาะคนเป็นทหารซึ่งมีหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ทหารที่ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง ไม่ขึ้นชื่อว่าเป็นทหารตามความหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อยู่ไปก็เท่านั้น เสียดายภาษีชาวบ้าน ปราโมทย์ นาครทรรพ 2 กุมภาพันธ์ 2553 |