Home
About PAD
ASTV - TAN
Cartoons
Contact PAD
E-Gazette
Events
Hun Sen
Military & Thailand
New Politics Party
October 7th
PAD Chat
PAD Links
PAD New England
PAD News
PAD Photos
PAD Reviews
PAD Stories
PAD Videos
PAD-USA
Politics & Monarchy
Power of Love
Prasart Pra Viharn
Site Map
Support
VOTE NO
E-GAZETTE
 
This online newsletter is designed to keep you informed and to help you spread the situations in Thailand. 
To sign up to receive the e-Gazette notification send an e-mail to us with your name and E-mail address at the bottom of the page.
 

 

 

 

 

 
 

เปิดฎีกาถวายในหลวง : รัฐบาลไม่พิทักษ์อธิปไตย - ปล่อยเขมรข่มเหง

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่อยู่ในอำนาจ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ละเว้นไม่ทำตามหน้าที่ที่จะปกปักรักษาอธิปไตยของชาติ ปล่อยปละละเลย และสมยอมให้กัมพูชาเข้ายึดครองดินแดนและลักพาตัวราษฎรไทย ใส่ร้ายด้วยความเท็จ อีกทั้งรัฐบาลยังเห็นดีเห็นงามว่าพื้นที่ส่วนที่เป็นปัญหานั้นเป็นของกัมพูชา เพิกเฉยต่อแนวปักปันเขตแดนที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๕  นอกจากจะไม่ช่วยปกป้องราชอาณาจักรแล้วยังมีพฤติกรรมสมยอมให้กัมพูชาดูถูกเหยียบย่ำ อันเป็นการกระทำที่กระทบถึงพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ไทย ประชาชนไทยที่รักชาติมิอาจนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงเห็นควรถวายฎีกาต่อองค์พระมหากษัตริย์ ผู้เปรียบเสมือนพระราชบิดาและเป็นที่พึ่งสุดท้ายของปวงชนชาวไทยทั้งมวล

 

อ่านต่อ

 อย่าเสียทีพม่า อย่าเสียท่าเขมร

ปราโมทย์ นาครทรรพ

ปัญหาที่ไทยประสบอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านอันได้แก่พม่าและเขมรนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลในยุคต่างๆ ล้วนไม่ทำสิ่งที่ควรกระทำ หรือทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำ อาจด้วยสาเหตุที่มีแรงจูงใจเรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคลมาประกอบ การสมยอมของผู้มีอำนาจรัฐไทยในหลายๆ กรณี ได้นำมาซึ่งความเสียหายของผลประโยชน์แห่งชาติในหลายๆ ด้าน เป็นการยอมเสียที-เสียท่าระดับชาติ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ระดับส่วนตัวโดยแท้

อ่านต่อ

 กรณี 7 คนไทยถูกจับขึ้นศาลกัมพูชากับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร

 

ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ

ในปี 2543 ไทยและกัมพูชาได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน หรือที่เรียกว่า MOU2543 ซึ่งระบุให้มีการพิสูจน์ทางเทคนิคเพื่อปักปันเขตแดน และเมื่อยังไม่ได้กระทำการพิสูจน์ดังกล่าว ย่อมถือว่าพื้นที่บริเวณนั้นยังเป็นพื้นที่ที่เป็นปัญหา ที่ยังมิได้สรุปแน่ชัดลงไปว่าเป็นของไทยหรือกัมพูชา การที่คนไทยทั้ง 7 ได้เข้าไปในพื้นที่นั้น จึงไม่อยู่ในอำนาจของกัมพูชาที่จะถือสิทธิ์เข้าจับกุม และเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฏหมายระหว่างประเทศและต่อ MOU 2543 อย่างเห็นได้ชัด  แต่เจ้าหน้าที่รัฐไทยต่างออกมายืนยันว่าพื้นที่บริเวณนั้นเป็นของกัมพูชา พยายามหาหลักฐานมายืนยันว่าสถานที่จับกุมนั้นเป็นดินแดนกัมพูชา ซึ่งเท่ากับเป็นการยินยอมโดยปริยายให้ศาลกัมพูชามีเขตอำนาจศาลเหนือดินแดนที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และเป็นการเห็นชอบกับกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามกฏหมายระหว่างประเทศและ MOU2543

การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย ร่วมกันกระทำความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ในข้อหาเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ทำให้ราชอาณาจักรไทยต้องตกอยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นความผิดต่อรัฐที่ร้ายแรงยิ่ง

 

 อดีตผู้พิพากษาศาลฎีการ้องนายกฯ ชี้ MOU43

ทำไทยเสียเปรียบ ฟันธง 4.6 ตร.กม. แล้ว

        ข้อสังเกตที่สำคัญใน MOU43 นั้นคือ แผนที่ที่ใช้ประกอบการตกลงว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสและกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีกรรมการฝ่ายไทยรับรอง อีกทั้งยังมีข้อตกลงว่าจะร่วมสำรวจจัดทำหลักเขตในดินแดนภายใต้เส้นที่ฝรั่งเศสได้ลากล้ำเข้ามาจากสันปันน้ำ การที่ฝ่ายไทยได้ลงนามรับรอง MOU43 ดังกล่าวร่วมกับกัมพูชา จึงเท่ากับยอมรับแผนที่นั้นไปโดยปริยาย และผลจากความผิดพลาดนี้ อาจทำให้ไทยต้องเสียดินแดนไปถึง 4.6 ตารางกิโลเมตร

อ่านต่อ

 ความผิดพลาดของแผนที่

ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล

            อนุสัญญา ค.ศ. 1904 อันเป็นความตกลงที่ไทยได้ทำไว้กับฝรั่งเศส และสนธิสัญญาและพิธีสาร ค.ศ. 1907 ระบุว่าสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่ในคดีประสาทพระวิหาร ฝรั่งเศสร่วมกับกัมพูชาได้นำแผนที่ที่ทำขึ้นโดยลากเส้นเขตแดนตามอำเภอใจไปยื่นต่อศาลโลก ยิ่งไปกว่านั้นตลอดมา ทางกัมพูชาจะถือโอกาสเสนอแผนที่ที่ผิดนี้เข้ามาทุกครั้งที่มีการทำความตกลงระหว่างประเทศ รวมทั้งใน MOU2543 2544 จนถึงแถลงการร่วม พ.ศ. 2551 ด้วย เมื่อแผนที่ดังกล่าวเป็นแผนที่ที่ใช้ไม่ได้ ไทยจะต้องคัดค้านอย่างชัดเจน เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเกรงใจหรือเกรงกลัว ซึ่งท้ายที่สุด อาจนำไปสู่การเสียดินแดนให้กับประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของไทย อันเป็นความอัปยศอย่างที่สุด

อ่านต่อ

การสอดแทรกความสัมพันธ์ทวิภาคี

ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล

ความสัมพันธ์ทวิภาคีเป็นความสัมพันธ์ที่ประเทศที่สามหรือประเทศที่มิใช่คู่กรณีมิอาจเข้ามาแทรกแซงได้ ทั้งนี้มีกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 2 วรรค 7 คุ้มครองอยู่ ในกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจึงไม่มีความจำเป็นต้องดึง MOU หรือ JBC เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งไปกว่านั้น เอกสารดังกล่าวที่มีช่องโหว่ที่อาจกลับเป็นผลเสียต่อไทย ผู้มีอำนาจหน้าที่ของรัฐไทยมีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีความละเอียดลึกซึ้งในกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นผลให้ไม่มีความพร้อมในการเผชิญปัญหาและขาดความชัดเจนในสถานะภาพของตนเอง 

อ่านต่อ

ดร.สมปองยัน 7 คนไทยไม่ได้บุกรุกเขตแดนกัมพูชา

          การปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชาได้กระทำไปเรียบร้อยชัดเจนแล้วตั้งแต่ปี 1919 จากหลักฐานการเปลี่ยนหลักไม้ไปเป็นหลักหินที่ถาวร คนไทยทั้ง 7 ที่ถูกจับกุมโดยฝ่ายกัมพูชาที่อ้างว่าบุกรุกพื้นที่นั้น แท้ที่จริงแล้วยังอยู่ในดินแดนไทย การจับกุมดังกล่าวจึงเป็นการลักพาตัว แต่เจ้าหน้าที่รัฐไทยกลับระบุว่าคนของเราเป็นฝ่ายบุกรุก เท่ากับสมยอมกับกัมพูชาโดยปราศจากพื้นฐานของความจริงและเป็นการยอมรับการถูกยัดเยียดแผนที่ผิดๆที่ทางกัมพูชาลากเส้นเอาตามอำเภอใจ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะตาสว่างและลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิและอธิปไตยของชาติอันเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาล?

อ่านต่อ

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา :

     ประเด็นสำคัญอยู่ที่การรู้เขารู้เรา

สุรพงษ์ ชัยนาม

          ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ดำเนินมาเป็นเวลานานพอสมควรนั้นอาจคลี่คลายลงได้หากผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ของไทยรู้แนวทางที่จะทำความเข้าใจเหตุปัจจัยต่างๆที่อยู่เบื้องหลังท่าทีและนโยบายการต่างประเทศของกัมพูชา ตั้งแต่เรื่องประเด็นผลประโยชน์แห่งชาติ ระบอบการเมืองที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศ นโยบายการต่างประเทศที่กัมพูชามักใช้วิธีถ่วงดุลอำนาจ ไปจนถึงแนวคิดเรื่องชาตินิยมอันเป็นผลมาจากการเคยเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก  การศึกษาปัจจัยเหล่านี้อย่างถี่ถ้วนและเปิดกว้างโดยทำความเข้าใจมุมมองของทั้งฝ่ายกัมพูชาและเหตุปัจจัยของฝ่ายไทยเอง จะเป็นข้อมูลที่ช่วยประกอบการหาหนทางที่นำไปสู่ความคลี่คลายของปัญหาอย่างมีดุลยภาพคือรู้ทั้งเขา และรู้ทั้งเรา

อ่านต่อ

สัมภาษณ์ : สุรพงษ์ ชัยนาม อ่านเกมฮุนเซนไม่ใช่แค่"เบี้ย" แต่กำลังชักใยการเมืองไทย

          ในการประชุมอาเซียนปี พ.ศ. 2552 เกิดวิวาทะระหว่างฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชากับนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หลังจากที่ฮุนเซ็นกล่าวว่าจะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษินฯ ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยอ้างว่าเป็นคดีทางการเมือง  ในขณะนั้นดูเหมือนว่าทักษิณได้อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวและผลประโยชน์ร่วมกันใช้ฮุนเซ็นเป็นเบี้ยยุแยงตะแคงรั่วเพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ในขณะเดียวกัน ฮุนเซ็นซึ่งเล็งเห็นความไม่นิ่งของการเมืองไทยก็มีวาระซ่อนเร้นและกลับใช้โอกาสนี้ชักใยการเมือง นำประเด็นประสาทพระวิหารมาเพื่อโค่นรัฐบาลอภิสิทธ์เพื่อเปิดทางให้ทักษิณคืนสู่อำนาจอันจะนำไปสู่ผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกัน  แม้จนทุกวันนี้ ท่าทีของฮุนเซ็นก็ยังไม่เปลี่ยน ตราบใดที่การเมืองในบ้านเรายังไม่นิ่ง และรัฐยังไม่ให้ข้อมูลที่เป็นความจริงทั้งหมดแก่ประชาชน ฮุนเซ็นก็จะยังเล่นเกมที่สร้างปัญหาให้ไทยไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะฮุนเซ็นมองเราทะลุและจับจุดอ่อนของการเมืองภายในของเราได้หมด

จุดอ่อนของเรานี้เองที่ฮุนเซ็นใช้เป็นหมากในการเดินไปสู่ชัยชนะของเขา

อ่านต่อ

 
 
January 19, 2011 : Letter from Pramote Nakornthab to Thai Police
 
19 มกราคม 2554 : จดหมายประณามการกระทำของตำรวจไทย โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ
อดีตตุลาการรัฐธรรมนูญ
 

19 มกราคม 2554

 

เรื่อง  ขอประณามการกระทำอันชั่วช้าของตำรวจ

 

เรียน  ฯพณฯ นรม., ผบ.ตร., พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร

 

      ผมเขียนหนังสือนี้ถึงท่านผู้มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการบังคับบัญชา บริหารและปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันทีที่ผมดูทีวีจบ เรื่องตำรวจอุ้มผู้ต้องหาคือ ฯพณฯ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีต รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเวลาหนึ่งชั่วโมงโดยประมาณก่อนเที่ยงคืนวันนี้

 

      ทีวีนี้หากนำไปฉายสู่โลกภายนอก เว้นเสียแต่ในประเทศที่มีตำรวจป่าเถื่อน ผู้ดูที่มีวัฒนธรรมจะออกความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนาล้าหลัง ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน และตำรวจเป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งของรัฐตำรวจ

 

   ตำรวจอุ้มไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ - 18 มกราคม 2554  

 

 

 

      สำหรับคำว่า การกระทำอันชั่วช้านั้น ผมยืนยันว่ายังเป็นคำที่อ่อนเกินไป เมื่อคำนึงถึงนัยทางการเมืองและโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดินที่จำต้องมีเนื้อหาและลักษณะทางพฤติกรรมที่เป็นประชาธิปไตย

 

      การกระทำดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับการสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามในสมัย พล.ต.อ.เผ่า การจับผู้ต้องหาเรียกค่าไถ่ การประกอบอาชญากรรมทางการเมืองและทางอาญาโดยตำรวจ  ซึ่งยังมีอยู่ประปรายจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มีความน่าเป็นห่วงในด้านโครงสร้างไม่เท่ากับกรณีการอุ้มนายไชยวัฒน์ในวันที่ 19 มกราคม 2554 เสียอีก

 

      ทั้งนี้ผมสงสารและไม่อยากกล่าวโทษตำรวจชั้นผู้น้อยที่ปฎิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้แต่หวังความก้าวหน้าและลาภยศในการช่วยผู้บังคับบัญชาและนายเหนือหัวให้สำเร็จ

 

      ผมใคร่ขอความกรุณาให้ท่านเรียกเอาฟีล์มในทีวีนั้นมาฉายซ้ำดู หากท่านเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาถูกต้องแล้ว ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ขอให้ท่านได้แถลงยืนยันปกป้องการกระทำของบรรดาตำรวจที่เข้าร่วมปฏิบัติการดังกล่าว

 

      แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม   ถ้าสมมุติว่าท่านต้องเป็นผู้สั่งการหรือควบคุมการปฏิบัติการนั้นๆ ท่านกลับเห็นว่ามีความบกพร่องไม่สมควรอย่างรุนแรง ผมจะเคารพและสรรเสริญความกล้าหาญของท่านที่จะออกมาขอโทษและชี้แจงให้สาธารณชนเข้าใจ

 

      การกระทำที่ผมเห็นว่าชั่วช้านั้นเป็นอย่างไร ผมขอยกเอาคำพูดของอดีตสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้และความคุ้นเคยกับกิจการตำรวจทั้งนอกและในประเทศดี

 

      ท่านอดีตวุฒิสมาชิกโทรมาถึงผมว่า เห็นการเข้าจับกุมคุณไชยวัฒน์ในทีวีแล้ว เกิดความสลดหดหู่ใจในความล้าหลังของการตำรวจ และพฤติกรรมที่ดูราวกับการไล่จับหมูไปเข้าโรงฆ่าสัตว์

 

      ผมเองยินดีที่จะหยุดอธิบายคำว่า การกระทำอันชั่วช้าไว้ก่อน แต่อยากจะขออนุญาตตั้งคำถามต่อท่าน เพราะเกรงว่าจะไม่มีผู้ใดตั้งคำถามเหล่านี้ เพราะความเกรงใจ ความเคยชิน หรือความที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสภาก็ดี สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ดี ผู้ตรวจราชการแผ่นดินก็ดี สื่อและสถาบันวิชาการที่ต้องทำหน้าที่สอนและวิจัยทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ก็ดี

 

      คำถามดังกล่าวเกี่ยวกับทัศนคติและความเข้าใจของท่านต่อจรรยาบรรณและมาตรฐานทางวิชาชีพของตำรวจ โดยใช้ตัวอย่างการเข้าจับกุมนายไชยวัฒน์เป็นกรณีศึกษา ดังนี้

 

      1. เกี่ยวกับตัวผู้ต้องหา เป็นที่ปรากฎชัดว่าตำรวจติดตามประกบตัวผู้ต้องหา ซึ่งมีกิจกรรมทางการเมืองโดยสงบอหิงสาและเปิดเผย ซ้ำเคยเสนอที่จะไปมอบตัวและรอคอยการนัดหมายจากทางการตำรวจเสียด้วย ผมใคร่ทราบว่าผู้บังบัญชาที่ออกคำสั่งให้ไปจับกุม ได้ชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติการทราบหรือไม่ ผู้ปฏิบัติการทราบหรือไม่ว่าผู้ถูกจับกุมเป็นผู้ใด และมีความจำเป็นอย่างไรจึงจะต้องจับกุมในวัน เวลา และวินาที นั้นๆ แม้จะขอผ่อนผันรับประทานอาหารก็ไม่ยอม

 

       2. ความรู้เกี่ยวกับหลักรัฐธรรมนูญและสิทธิในระบอบประชาธิปไตย ผู้บังคับบัญชาและผู้ปฏิบัติการมีความสำนึกและความรู้เพียงใดว่าปฏิบัติการดังกล่าวแทนที่จะส่งเสริมให้เกิดความสงบเรียบร้อยและมั่นคงภายในประเทศ กลับจะกลายเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งได้รับความคุ้มครองตามหลักรัฐธรรมนูญ ซ้ำยังจะทำให้เกิดเหตุลุกลามบานปลายไป ทำให้ทั้งผู้ฉวยโอกาสและผู้เชื่อโดยสนิทใจ มีความเกลียดชังตำรวจและรัฐบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบกระเทือนถึงความสงบในบ้านเมืองโดยตรง

 

      3. ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ผมขอให้ท่านรีบสอบถามไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือผมเองอาจส่งหนังสือนี้ไปยังคณะกรรมการ เพื่อสอบถามว่านายไชยวัฒน์มีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองประการใดบ้าง และการเข้าจับกุมนายไชยวัฒน์มีลักษณะอาการทั้งทางกายกรรม วจีกรรมใดๆ บ้าง ของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง

 

      4. ความรู้เกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายอาญาและกฎหมายปกครอง ในประเทศที่ศิวิไลซ์แล้ว เขามีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาถูกจับกุม ผู้ที่เข้าจับกุมจะต้องแสดงหมายและอธิบายให้ผู้ที่ต้องจับกุมทราบเสียก่อนว่าตนมีสิทธิอะไรบ้าง รวมทั้งสิทธิที่จะไม่พูด และการปรึกษาทนาย ถึงแม้ ป.วิ.อาญา เราจะยังไม่ครอบคลุมกว้างขวางถึงเพียงนั้น ก็ได้มีกำหนดไว้โดยละเอียดว่าสิ่งใดควรและไม่ควรกระทำในการออกหมาย ส่งหมายและเข้าจับกุมผู้ต้องหา ในกรณีของนายไชยวัฒน์นี้ผู้เข้าจับกุมปฏิเสธมิให้ดูหมายและมิให้ผู้ต้องหากระทำหรือไม่กระทำอะไร ท่านโปรดสอบถามรายละเอียดดูว่ามีการกระทำของเจ้าพนักงานที่ขัดกับ ป.วิ.อาญา หรือไม่

 

      5. อนึ่ง ในการเข้าจับกุมนายไชยวัฒน์นี้ นอกจากจะลือกันว่าเป็นการเอาใจเพื่อกลบข่าวเขมรและการโจมตีรัฐบาล ยังมีข่าวเสริมออกมาทางสื่อ มิทราบว่าเจ้าพนักงานหรือโฆษกตำรวจหรือผู้ใดเป็นผู้แจกจ่ายว่ายังมีผู้ต้องหาหนีการจับกุมอยู่อีกหลายคน รวมทั้งผมด้วย ผมขอปฏิเสธว่าไม่เคยหนีการจับกุม และได้เคยมีหนังสือถึง ผบ.ตร. สำเนาถึง นรม. และท่านประธานกรรมการปฏิรูปตำรวจ หลายครั้ง  ขอให้มีการออกหมายและนำส่งหมายอย่างถูกต้อง ป.วิ.อาญา มาให้ผม และหรือให้ท่านนัดหมายให้ผมไปพบกับ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สมยศ เมื่อใดก็ได้ การออกข่าวเช่นนั้นเป็นการละเมิดสิทธิของผม ผมเองไม่ต้องการมีอภิสิทธิและการเลือกปฏิบัติ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ถ้าจะให้ความเป็นธรรมกับนายไชยวัฒน์ ตำรวจจะต้องกระทำอย่างเดียวกันกับผมด้วย

 

      อนึ่ง ผมขอยืนยันว่ามิได้จงเกลียดจงชังตำรวจส่วนใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจชั้นผู้น้อยที่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่อุ้มนายไชยวัฒน์ในครั้งนี้ การกระทำความชั่วช้านั้นเป็นความผิดของโครงสร้างมากกว่าตัวบุคคล แต่บุคคลที่เป็นผู้นำจะต้องนำในการแก้ไข มิใช่ปล่อยให้ผู้น้อยกระทำความผิดครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วปล่อยให้เสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางไปตามยถากรรม

 

ขอแสดงความนับถือ

 

นายปราโมทย์ นาครทรรพ

 

 

 

 

To sign up to receive the e- Gazette notification:

 

* First name (required):

* Last name (required):
* E-mail address (required):

Phone number:
* Message (required):