Home
About PAD
ASTV - TAN
Cartoons
Contact PAD
E-Gazette
Events
Hun Sen
Military & Thailand
New Politics Party
October 7th
PAD Chat
PAD Links
PAD New England
PAD News
PAD Photos
PAD Reviews
PAD Stories
PAD Videos
PAD-USA
Politics & Monarchy
Power of Love
Prasart Pra Viharn
Site Map
Support
VOTE NO
PAD Reviews
 

Kao Viharn to Oil and Gas

โดย ส. เขาเพชร

 

 
 

 ปกครองท้องถิ่นไทย:

มหันตภัยแห่งแผ่นดิน

 

โดย นายมอน ราษฎรหนุ่ม

 

 

ดวงทักษิณ ชินวัตรกับบ้านเมืองในเดือนเมษายน
 
 
เมื่อคืนผมนั่งดูดวงคุณทักษิณ หลายแง่มุมอย่างละเอียดล่วงหน้าเพราะมีหลายท่านวิตก ผมอยากขอให้พรรคฝ่ายรัฐบาลและพรรคการเมืองใหม่มองข้ามคุณทักษิณ ชินวัตรได้แล้วครับ เพียงแค่ให้กฎหมายทำงานโดยไม่ถูกขัดขวางก็พอเพราะคุณทักษิณกำลังจบครับ ขณะนี้ ดาวพุธ ศุกร์ อาทิตย์จรมาอยู่เรือนอริแก่ลัคนา ทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศดับหมดเหมือนถูกแผ่นดินสูบ
 
นอกจากนั้น เสาร์จรยังโยคจันทร์เดิม โดยเสาร์ยังอยู่ในนวางศ์เสาร์ของตรียางค์แรกที่ราศีกัณย์ ระบบอาโปธาตุหรือน้ำย่อยที่หล่อเลี้ยงร่างกายกำลังเสีย ปัญหาเรื่องต่อมน้ำเหลืองจะบานปลาย ดีไม่ดี *อาจน็อคบนเครื่องบิน* ระหว่างเดินทางและไม่ฟื้นเลยเพราะราหูจรมาตรีโกณอังคารและมฤตยูที่ราศีพฤษภ ราหูกับอังคารมาจากเรือนธาตุลมและราหูจรมาเล็งในเรือนธาตุไฟ โยคหน้าลัคนา
 
ตอนนี้ท่านทักษิณอยู่ได้ด้วยบุญเก่าครับ แต่เลย 26 เมษายนแล้ว พฤหัสบดีซึ่งเป็นบุญเก่าจรไปอยู่เรือนอริแก่ลัคนา ดาวพฤหัสบดีเดิมเป็นนิจที่ราศีมังกร ตั้งแต่ 26 เมษายนไปบุญเก่าจะเลิกคุ้มครอง ผมเห็นดวงแล้วไม่อยากวิจารณ์ครับเพราะจะเป็นการซ้ำเติมท่าน นับแต่นี้ ผมก็จะเลิกวิจารณ์ดวงท่านทักษิณเช่นเดียวกันครับ
 
เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้า 1.พี่น้องเสื้อแดงก็ควรยอมรับว่าทักษิณโกงชาติโกงแผ่นดินจริงและมีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้ท่านจะเคยทำคุณแก่บ้านเมืองก็ต้องยอมรับในกติกากฎหมาย หลักกฎแห่งกรรมและควรยอมรับด้วยว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนักการเมืองคุณภาพ ซื่อสัตย์สุจริตและกำลังทำงานหนักเพื่อบ้านเมือง ทุกคนควรให้โอกาสเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้า 2.พี่น้องเสื้อเหลืองรวมทั้งพรรคการเมืองใหม่ ต่อไปนี้ ควรเน้นประเด็นว่าพรรคการเมืองใหม่จะให้อะไรแก่ประชาชนหากมีส่วนในการได้จัดตั้งรัฐบาล เพื่อจะได้มีผู้เลือกเข้ามามากๆ การวิจารณ์ทักษิณขอให้ซาลงเถอะครับ การให้อภัยศัตรูการเมืองเป็นเรื่องยาก ถ้าทำได้เป็นสิ่งประเสริฐและได้บุญยิ่งกว่าให้อภัยมิตรด้วยซ้ำ 3.ทุกฝ่ายทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองควรต้องช่วยกันปกป้องสถาบันกษัตริย์ แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วและเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อย่างอังกฤษก็ยังมีสถาบันกษัตริย์ เมืองไทยเราโชคดี พระมหากษัตริย์ทรงตรากตรำทำงานหนักและทรงทศพิธราชธรรม เราควรต้องช่วยกันเทิดทูนให้พระเกียรติคุณขจรกำจายยิ่งๆขึ้น...
 
ถ้าทำได้ ความสามัคคีจะกลับมาเหมือนเดิมครับและผมเชื่อว่าทุกคนก็อยากให้เป็นอย่างนั้น
 
 

อนาคตการเมืองไทย

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช  12 มีนาคม 2553

ผมเขียนถึงการเมืองไทยในสิ้นปีหน้า ซึ่งที่จริงก็คือการเมืองไทยเมื่อสิ้นปีก่อน เพราะข้อเขียนนี้นำมาจากปาฐกถาที่แสดงไว้เมื่อสิ้นปีที่แล้ว เหตุที่ย้อนกลับไปก็เพราะต้องการปูพื้นฐานเพื่อจะฉายภาพการเมืองไทยในอนาคต คือสิ้นปีต่อจากนี้ไป
       
       ณ จุดนี้ การเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไปในจุดที่เสื่อมลง และมีลักษณะเด่นดังนี้
       
       1.การเมืองเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่มีการแสวงหากำไรจากการใช้อำนาจกำหนดนโยบาย จัดทำโครงการ และใช้งบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ของตนเอง และพรรคพวก
       2.ตลาดการเมืองเป็นการซื้อขายตัวนักการเมือง และผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
       3.การคอร์รัปชันมีอยู่อย่างกว้างขวาง และขยายวงไปถึงการซื้อขายตำแหน่งทางราชการ
       4.ประชาชนมีความตื่นตัว และได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น
       5.สื่อมวลชนมีบทบาทในการตรวจสอบนักการเมือง
       6.ศาลมีบทบาทมากขึ้นในการตรวจสอบ ควบคุมนักการเมือง
       7.มีการแบ่งฝ่ายในหมู่ประชาชนอย่างชัดเจน
       8.มีการใช้การเคลื่อนไหวภายนอกสภา และมีการใช้ความรุนแรง
       9.มีข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงด้วยการทำรัฐประหาร และคณะทหารมีบทบาทน้อยลง และลังเลที่จะเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง
       10.มีมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ
       
       ลักษณะการเมืองเช่นนี้ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตและความไร้เสถียรภาพทางการเมือง แต่การที่สังคมยังไม่แตกแยกมากไปกว่านี้ก็เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นแหล่งรวมความจงรักภักดี ดังนั้น แม้สถาบันทางการเมืองจะอ่อนแอ แต่ระบอบประชาธิปไตยก็ยังคงดำรงอยู่ได้ ความแข็งแกร่ง และเป็นที่ศรัทธายอมรับกันทั่วไปของสถาบันพระมหากษัตริย์นี้ ทำให้ไม่มีการท้าทายความชอบธรรมของสถาบันนี้โดยตรง แต่ก็มีข้อสังเกตว่า มีการท้าทายความชอบธรรมของสถาบันองคมนตรี ซึ่งมีความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์
       
       ตัวแปรทางการเมืองไทยในอีกสิ้นปีข้างหน้ายังคงเป็นปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีแนวโน้มที่จะต่อสู้ในระยะยาวทั้งภายใน และภายนอกระบบ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงมีทรัพยากรทางการเงิน และพรรคการเมืองที่สนับสนุนตนเองอยู่ แต่ก็มีข้อจำกัดทางด้านคดีความในศาลซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เว้นแต่จะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยอาศัยเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา แต่ก็จะมีการเคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้านจากประชาชน โดยเฉพาะจากกลุ่มพันธมิตรฯ ดังนั้น ภาพในอนาคตจึงเป็นภาพของความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์อย่างไม่อาจลงรอยกันได้ และมีแนวโน้มของความรุนแรงมากกว่าการประนีประนอม และความสมานฉันท์
       
       ภาพอนาคตทางการเมืองไทยจึงมีแนวโน้มหรือความเป็นไปได้หลายทางด้วยกัน คือ
       
       1.พรรคการเมืองที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาฯ ซึ่งจะทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อ้างความไม่ชอบธรรมของการรัฐประหาร 2549 และออกกฎหมายนิรโทษกรรม แนวโน้มนี้จะก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวประท้วงอย่างรุนแรงในระหว่างที่จะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
       
       2.การเลือกตั้งไม่ได้ทำให้พรรคหนึ่งพรรคใดมีเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด รัฐบาลยังคงเป็นรัฐบาลผสม หากฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นรัฐบาล ก็จะมีการดำเนินการทางคดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณก็จะอาศัยการเคลื่อนไหวนอกสภา แนวโน้มนี้ก็คือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
       
       3.ในกรณีที่สอง หากการเคลื่อนไหวนอกสภามีความรุนแรงเกิดขึ้น และรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ คณะทหารก็จะเข้าแทรกแซงด้วยการยึดอำนาจ
       
       4.ในกรณีที่มีการยึดอำนาจ คณะทหารจะมีทางเลือก 2 ทาง คือ การอยู่ในอำนาจสั้นๆ แล้วให้มีการเลือกตั้งภายในหนึ่งปี หรืออยู่ยาว 3-5 ปี โดยทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำกัดบทบาทของพรรคการเมือง และนำระบอบกึ่งประชาธิปไตยมาใช้ โดยให้มีการร่วมกันใช้อำนาจระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจำ
       
       จะเห็นได้ว่าแนวโน้มทั้งสี่นี้ล้วนแล้วแต่มีปัญหาและอาจจนำไปสู่ความรุนแรงได้ทั้งสิ้น เพราะหากการทำรัฐประหารทำโดยคณะทหารฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะมีการต่อต้านจากกลุ่มพันธมิตรฯ หากทำโดยฝ่ายเป็นกลาง กลุ่มเสื้อแดงก็จะเคลื่อนไหวต่อต้าน
       
       ดังนั้น ภาพอนาคตของการเมืองไทยจึงเป็นภาพที่ไม่ดีเลย แต่ตราบใดที่สังคมไทยยังคงมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ ความขัดแย้ง ความรุนแรงก็จะมีอยู่ในระยะสั้น
       
       การที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพวกออกมาวิจารณ์ พล.อ.เปรม และมีผลกระทบต่อสถาบันองคมนตรีนั้น แสดงว่าฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณมีความเชื่อว่า “ระบบอำมาตย์” คือระบบที่สถาบันพระมหากษัตริย์มีบารมีสูงทั้งทางสังคมและการเมืองนั้นเป็นอุปสรรคในการต่อสู้ของพวกเขา ดังนั้น การวิจารณ์และการบ่อนทำลายความเชื่อถือและความชอบธรรมของ “ระบบอำมาตย์” ก็จะมีต่อไป และมีการขยายขอบเขตมากขึ้น
       
       การวิจารณ์โจมตี พล.อ.เปรมนั้นหวังผลในอนาคต คือต้องการทำลายความชอบธรรม เพื่อป้องกันมิให้ พล.อ.เปรมมีบทบาทในการเป็นที่อ้างอิง หรือการที่ทหารและตำรวจจะไปปรึกษาหารืออีกหากจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
       
       อย่างไรก็ตาม คณะทหารในปัจจุบันขาดภาวะการนำ และต้องการรักษาเฉพาะผลประโยชน์ของกองทัพ ดังจะเห็นได้จากการวางเฉยในกรณีที่มีการวิจารณ์ พล.อ.เปรม แต่มีการแสดงออกทันทีเมื่อมีการท้วงติงเรื่องการตรวจสอบการทำงานของเครื่อง GT200
       
       ดังนั้น คณะทหารในปัจจุบันจึงจะไม่เป็นฝ่ายดำเนินการแทรกแซงก่อนที่จะเกิดเหตุ แต่จะรอคอยจนเกิดเหตุลุกลามไปอย่างมากเสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดความรุนแรงและความเสียหายมากขึ้น
       
       ปัญหาต่อไปมีอยู่ว่า แล้วจะหลีกเลี่ยงแนวโน้มดังกล่าวได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะตัดสินใจยุติบทบาท หรือเกิดตายไปเอง จึงจะหมดปัญหา แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็มักจะพูดเสมอว่า “เวลาอยู่ข้างผม” แสดงว่าการต่อสู้ของเขาจะยืดเยื้อยาวนาน การกล่าวเช่นนี้ ในใจเขามีอะไรเป็นสิ่งที่เทียบเคียง จะมีความหมายว่าอายุของเขายังน้อยกว่าผู้อื่น ซึ่งเป็น “ผู้มีบารมี” ใช่หรือไม่ และหาก “ผู้มีบารมี” หมดไปเพราะอายุขัยแล้วเขาก็จะไม่มีอุปสรรคในการกลับเข้ามามีอำนาจ และปกครองด้วยระบอบที่ผู้นำมีอำนาจเด็ดขาด ใช่หรือไม่
       
       เมื่อเราหวังพึ่งคณะทหารไม่ได้ ประชาชนทั่วไปก็จะต้องหาความรู้และข้อมูลทางการเมืองมาศึกษา พิจารณามากขึ้นว่าอะไรเป็นความถูกต้อง จะร่วมกันลดและแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมการเมืองได้อย่างไร ซึ่งปัญหาหลักก็คือ ปัญหาทักษิณกับรัฐ บทพิสูจน์ของคนไทย ก็คือ อำนาจเงินจะเอาชนะความถูกต้องได้หรือไม่
 

รหัสแก้วิกฤต

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ   9 มีนาคม 2553

กุญแจนำไปสู่การแก้ไขวิกฤต อยู่ที่เข้าใจพึ่งพระปัญญาบารมีและพระมหากรุณาฯ เข้าใจข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี เข้าใจกฎหมายตามหลักรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และเร่งบำเพ็ญเวสารัชชกรณธรรม 5
       
       1. เข้าใจพึ่งพระปัญญาบารมีและพระมหากรุณาฯ ผ่านพระราชดำรัส 1
       
       ก็มีประเพณีเป็นที่ยอมรับกันในนานาประเทศแล้วมิใช่หรือว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นน่ะ สัมพันธ์กับรัฐบาลตามที่ได้ย่อไว้อย่างสั้นเป็นภาษาอังกฤษว่า “to advise and be advised” หมายความว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องทูลเกล้าฯถวายรายงานเป็นประจำถึงสถานะโดยทั่วๆ ไปและเหตุการณ์ที่สำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น ในอังกฤษ นายกฯ ของเค้าจะต้องเข้าเฝ้าฯ พระราชินีของเค้าทุกวันศุกร์เพื่อถวายรายงาน และไม่ว่าพระราชินีจะเสด็จฯ ไปไหน ในประเทศอังกฤษเองหรือต่างประเทศ ก็จะต้องมีที่เรียกว่ากระเป๋าดำ คอยตามไปตลอดเวลา ซึ่งการรายงานสถานการณ์บ้านเมืองและรายงานข้อสำคัญๆ ซึ่งเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ
       
       ในทางกลับกัน ถ้าทางรัฐบาลกราบบังคมทูลขอพระราชทานคำปรึกษาหรือถ้าทรงเห็นว่าพระองค์ควรจะพระราชทานคำปรึกษาเกี่ยวกับความมั่นคงของประทศชาติและทุกข์สุขของราษฎรไม่ว่าในเรื่องใด พระมหากษัตริย์ก็จำเป็นต้องพระราชทานคำปรึกษานั้นให้กับรัฐบาล
       
       พระราชดำรัส 2
       
       จำไว้ว่า สถาบันจะลงไปเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวได้ ก็ต่อเมื่อเกิด void หรือ สุญญากาศทางการเมืองขึ้นจริงๆ อย่างกรณี 14 ตุลาฯ แต่เมื่อได้ก้าวลงไปจัดการ จนช่องว่างดังกล่าวหมดไปแล้ว สถาบันกษัตริย์จะต้องรีบก้าวกลับขึ้นไปอยู่เหนือการเมืองอย่างเดิมโดยเร็วที่สุด จะได้พร้อมที่จะลงมาช่วยได้อีก ถ้าเกิดสุญญากาศขึ้นมาอีก
       
       พระราชดำรัส 3
       
       ตั้งแต่เป็นมา มีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ แล้วก็ทำมาหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ. ถ้าทำไปตามใจชอบ ก็เข้าใจว่าบ้านเมืองล่มจมไปนานแล้ว. แต่ตอนนี้เขาขอให้ทำตามใจชอบ. แล้วเวลาถ้าเขา ถ้าทำตามที่เขาขอ เขาก็จะต้องด่าว่านินทาพระมหากษัตริย์ว่าทำตามใจชอบ. ซึ่งไม่ใช่กลัว ถ้าต้องทำก็ต้องทำ แต่ว่ามันไม่ต้องทำ. ต้องวันนี้น่ะอยู่ที่ผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นสำคัญที่จะบอกได้.
       
       พระราชดำรัส 4
       
       “มาตรา 7 นั้น ไม่ได้หมายถึงมอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่มาตรา 7 นั้น พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง. ถ้าทำ เขาจะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่. ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเกิน ไม่เคยทำเกินหน้าที่. ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย.
       
               เขาอ้างถึงเมื่อครั้งก่อนนี้ เมื่อรัฐบาลของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์. ตอนนั้นไม่ได้ทำเกินอำนาจของพระมหากษัตริย์. ตอนนั้นมีสภาฯ สภาฯ มีอยู่ ประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ มีอยู่ แล้วก็รองประธานสภาฯ ทำหน้าที่ แล้วมีนายกฯ ที่สนองพระบรมราชโองการได้ตามรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น. ไม่ได้หมายความว่าที่ทำครั้งนั้นผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่. ตอนนั้นเขาไม่ใช่นายกฯ พระราชทาน. นายกฯ พระราชทานหมายความว่าตั้งนายกฯ โดยไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย. ตอนนั้นมีกฎเกณฑ์. เมื่อครั้งอาจารย์สัญญาได้รับตั้งเป็นนายกฯ เป็นนายกฯ ที่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ รองประธานสภานิติบัญญัติ นายทวี แรงขำ.
       
       ดังนั้น ไปทบทวนประวัติศาสตร์หน่อย. ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ ท่านก็ทราบมี มีกฎเกณฑ์ที่รองรับ แล้วก็งานอื่นๆ ก็มี. แม้จะเรียกว่าสภาสนามม้า ก็หัวเราะกัน สภาสนามม้า แต่ไม่ผิด ไม่ผิดกฎหมาย เพราะว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนอง. นายกรัฐมนตรี นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับสนองพระบรมราชโองการ. ก็สบายใจว่าทำอะไรแบบถูกต้อง ตามครรลองของรัฐธรรมนูญ. แต่ครั้งนี้ก็เขาจะให้ทำอะไรผิด ผิดรัฐธรรมนูญ ใครเป็นคนบอกก็ไม่ทราบนะ แต่ว่าข้าพเจ้าเองรู้สึกว่าผิด.
       
       2. เข้าใจ “ข้อเสนอเพื่อปฏิเสธการนองเลือดและรัฐประหาร” ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ดังนี้
       
                “หลักใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือ ทำอย่างไรให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นไปโดยสันติ
       
       มาตรา 7 เป็นกลไกสุดท้ายของรัฐธรรมนูญ เป็นจุดที่เปิดช่องไว้เพื่อให้ทุกทางตันมีทางออก เมื่อเห็นว่ามาถึงทางตันแล้ว ผมจึงเสนอว่าควรต้องใช้ช่องทางนี้
       
               แต่ช่องทางนี้ ตามที่ผมตีความและตามที่ได้เสนอไป ณ การชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ยังยอมรับหลักการว่า คนที่จะใช้ได้จริงๆ คือ คุณทักษิณกับคณะในฐานะที่เป็นผู้นำเป็นรัฐบาลมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการลาออกทั้งคณะ เพื่อให้บทบัญญัติในมาตราอื่นไม่สามารถบังคับใช้ได้เลย เนื่องจากขณะนั้นไม่มีสภาผู้แทนราษฎร
       
               ถามว่า ผิดรัฐธรรมนูญไหม ไม่ผิดแน่นอน
       
               ถามว่า เป็นประชาธิปไตยไหม ต้องเป็นประชาธิปไตยแน่นอน (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)
       
       3. เข้าใจหลักกฎหมาย clear and present danger หรือ “ภัยพิบัติชัดแจ้ง อันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”
       
       คือเข้าใจองค์ประกอบของการกระทำอันทำให้เกิดภัยพิบัติใดมาในอดีต มีการกระทำดังกล่าวต่างกรรมต่างวาระต่อมาอย่างไม่หยุดนิ่ง และปัจจุบันกำลังยกระดับความรุนแรงและสัมฤทธิผลของการกระทำนั้น เพื่อนำไปสู่ภัยพิบัติถึงที่สุด
       
       เมื่อเข้าใจว่าภัยอันใหญ่หลวงที่กำลังจะมาถึงนั้นเป็นอันตรายต่อความสงบสุขของบ้านเมือง การดำรงอยู่ของรัฐบาลและการปกครองระบอบประชาธิปไตย แม้กระทั่งสถาบันกษัตริย์ที่เคารพบูชา
       
       รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ผูกขาดอำนาจและการใช้กำลัง จะต้องไม่ยอมให้ผู้อื่นมาใช้อำนาจและกำลังอันไม่ถูกต้องด้วยกฎหมาย รัฐบาลมีหน้าที่ระงับ จำกัด และกำจัดการกระทำและภัยพิบัตินั้นโดยเด็ดขาด และมิเปิดโอกาสให้เกิดขึ้นได้อีก แม้รัฐบาลจำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพหรืองดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเพื่อการนั้นๆ ก็กระทำได้ และต้องกระทำ
       
       4. เข้าใจว่าการใช้มาตรา 7 ควบคู่กับการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเป็นการรักษารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยมิใช่การทำลาย การไม่ยอมงดเว้นและไม่นำมาตรา 7 มาปรับใช้เมื่อจำเป็นต่างหากที่เป็นการทำลายประชาธิปไตย
       
       5. เข้าใจเวสารัชชกรณธรรม 5 คือ คุณธรรม 5 ประการที่ทำให้เกิดความกล้าหาญ มีอะไรบ้างกรุณาไปเปิดดูเอาเอง 

Facts about the Assets Seizure Case

Against Former Prime Minister Thaksin Shinawatra

สรุปคำวินิจฉัยทั้ง 11 ประเด็นแบบย่อกับข้อโต้แย้งของทักษิณ

โดย สภากาแฟ 

ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ นช.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยใช้เวลารวมทั้งสิ้น 7.5 ชั่วโมง

ขอขอบคุณ "สภากาแฟ" แห่งโอเคเนชั่น ที่ได้สรุปข้อวินิจฉัยทั้ง 11 ประเด็นของศาล ซึ่งอ่านแล้วทุกๆ ท่านจะสามารถเข้าใจได้ง่าย

ประเด็นข้อกฎหมาย 3 ประเด็น

1) ศาลฎีกามีอำนาจตัดสินหรือไม่

มีสิทธิ์ เพราะการตรวจสอบของ คตส. เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540/2550

2)  คตส. อัยการ มีสิทธิ์ฟ้องหรือไม่

มีสิทธิ์ เพราะเป็นการดำเนินการภายใต้ขอบอำนาจตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 

(บางคนอาจแย้งว่า แสดงว่าศาลยอมรับการรัฐประหาร จริงๆ แล้วศาลอาจไม่ได้ยอมรับ แต่กฎหมายข้อใดยังคงอยู่ต้องถือว่าเราต้องปฎิบัติตาม ดังจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ยังมีประกาศของคณะปฎิวัติหลายๆ ฉบับที่ยังใช้บังคับกันอยู่ เพราะนั่นคือกฎหมาย)

 3) คำร้องของอัยการไม่เคลือบคลุม

วินิจฉัย คำร้องของอัยการสูงสุดในฐานะผู้ร้อง แจ้งชัด และไม่เคลือบคลุม

ประเด็นคำพิพากษา 8 ประเด็น

แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) การซุกหุ้น (2) การเอื้อประโยชน์ และ (3) การยึดทรัพย์

ส่วนที่ 1 -- ต้องพิจารณาก่อนว่า ทักษิณอำพรางหุ้น โดยผ่านนอมินี หรือไม่

ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า "ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปจริง" แล้วเอาไปซุกในชื่อลูกและเครือญาติ

เสมือนหนึ่งว่า ทักษิณเป็นผู้ใหญ่บ้าน ขณะเดียวกันยังเป็นเจ้าของบริษัทที่มารับงานในหมู่บ้านอยู่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเมื่อมีผลประโยชน์ที่ขัดกันระหว่างหมู่บ้านกับบริษัทของเขา ทักษิณจะปกป้องผลประโยชน์ใคร ให้บริษัทตัวเองได้เงินน้อยลง หรือหมู่บ้านเสียเงินน้อยลง

ข้อนี้ทุกคนน่าจะยอมรับเพราะแม้แต่เสื้อแดงก็บอกว่า เป็นบริษัทของทักษิณอยู่ ทักษิณเองก็เพิ่งทวีตบอกว่า ลูกไม่เกี่ยวข้องและคนส่วนใหญ่คงเชื่อได้ว่า โอ๊คและเอม ไม่ได้ถือหุ้นอยู่จริง

ข้อนี้ก็ผิดคุณสมบัติการเป็นนายกตั้งแต่ปี 44 แล้วครับ 

ส่วนที่ 2 -- ประเด็นการเอื้อประโยชน์มี 5 ประเด็นคือ

2.1. แปลงสัญญาสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่

วินิจฉัย เอื้อประโยชน์จริง และเป็นเหตุให้ชาติเสียหาย เพราะภาษีสรรพสามิตหายไป 6 หมื่นล้านเศษ

2.2.  กรณีแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือ กรณีบัตรเติมเงิน เอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่

วินิจฉัย เอื้อประโยชน์จริง เพราะภาระรายจ่าย AIS ลดน้อยลง แต่มีรายได้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 44-49 โดยลำดับ

ทักษิณมีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไข สัญญาดังกล่าว และทักษิณมีหุ้นในชินคอร์ป ผลประโยชน์จึงตกแก่ทักษิณ

2.3. กรณีแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือ กรณีการใช้โครงข่ายร่วม (โรมมิ่ง) เอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่

วินิจฉัย เอื้อประโยชน์จริง และปรับลดอัตราการใช้เครือ ข่ายร่วมระหว่าง กสท กับ DPC เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ป และเอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้น ให้เทมาเส็กมกราคม 49 ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์ไม่ใช่ทักษิณ แต่เป็นเทมาเส็ก

2.4. กรณีอนุมัติโครงการเกี่ยวกับดาวเทียม IP STAR วันที่ 27 ตุลาคม 2544 เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป, ไทยคม หรือไม่

วินิจฉัย เอื้อประโยชน์จริง และเป็นการกระทำที่ลัดขั้นตอน รีบเร่ง ผิดปกติวิสัย ทำให้รัฐเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

2.5. กรณีอนุมัติเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ให้พม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่?

วินิจฉัย เอื้อประโยชน์จริง บริษัทชินคอร์ปเป็นผู้ถือ หุ้นรายใหญ่ของไทยคม จึงได้ประโยชน์จากการถือหุ้น ย่อมเป็นการไม่สมควรที่จะอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับพม่าโดยการให้สินเชื่อดังกล่าว ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ ทำให้กระทรางการคลังต้องเสียเงินจากส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ต้องมาชำระให้เอ็กซิมแบงก์แทนพม่า

ส่วนที่ 3 -- คำพิพากษาการยึดทรัพย์ มี 2 ประเด็น

3.1. ต้องพิจารณาก่อนว่า การดำเนินการเอื้อประโยชน์ทั้ง 5 กรณีเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ของทักษิณหรือไม่?

วินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทั้ง 5 กรณีเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจรัฐเอื้อธุรกิจชินคอร์ป ทั้งนี้มาจากการสั่งการโดยตรงสองกรณีคือ กรณี 2.1 การแปลงภาษีสรรพสามิตฯ และกรณี 2.5 การอนุมัติของเอ็กซิมแบงก์ ส่วนอีกสามกรณี 2.2 บัตรเติมเงิน 2.3 การใช้โรมมิ่ง และ 2.4 กรณีอนุมัติโครงการเกี่ยวกับดาวเทียม ทักษิณเป็นผู้กำกับดูแลในฐานะนายกฯ

3.2. กรณีให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่?

วินิจฉัย ยึดทรัพย์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 46,373,687,454.70 บาทพร้อมดอกผล และคืน 30,247 ล้านบาท

โดยพิจารณาจากส่วนต่างของราคาหุ้นก่อนดำรงตำแหน่งวันที่ 7 ก.พ. 44 กับวันที่ขายให้เทมาเส็ก

หลังคำพิพากษา ทักษิณก็ VDO Link ออกมาโดยตำหนิคำตัดสินของศาล ดังนี้

1) ศาลไม่มีความเป็นอิสระ และมีผู้มีอำนาจสั่งการ

- แต่ทักษิณไม่ได้วิเคราะห์เลยว่าคำวินิจฉัยประเด็นใดผิดปกติ หรือมีข้อใดมาหักล้างคำพิพากษาของศาลโดยเฉพาะการเอื้อประโยชน์ใน 5 ประเด็น

นอกจากนี้ ตอนเช้ายังทวีตมาว่า ลูกไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เสมือนเป็นนัยที่จะรับคำพิพากษาส่วนที่ 1 ว่าทักษิณซุกหุ้นจริงโดยใช้ลูกเป็นนอมินี

2) อ้างว่าหุ้นบริษัทอื่นๆก็ขึ้นเช่นเดียวกับหุ้น Shin

- แสดงว่า ณ ตอนนี้ทักษิณยอมรับเต็มที่ว่าแอบถือหุ้น Shin จริง ศาลวินิจฉัยว่า หุ้น Shin ขึ้นมาได้เพราะส่วนหนึ่งเป็นผลจากกรณี 2.1 ถึง 2.5 เป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อชินคอร์ป ซึ่งทักษิณมิได้หาประเด็นใดมาหักล้างการเอื้อประโยชน์ทั้ง 5 กรณีเลย

3) ระบุว่าเป็นการกีดกันนักธุรกิจมาเล่นการเมือง

- เป็นการบิดเบือนประเด็นเพราะ ปัจจุบันนักธุรกิจจำนวนมากก็มาเล่นการเมือง แต่กฎหมายห้ามไม่ให้นักธุรกิจที่ถือหุ้นบริษัทที่ถือสัมปทานของรัฐมาเล่นการเมือง เว้นแต่จะขายหุ้นในจริง เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างที่ทักษิณทำอยู่

4) ระบุว่ารัฐไม่เสียผลประโยชน์

- กรณีคือการบิดเบือนคำพิพากษาของศาลที่ระบุชัดเจนว่า กรณี 2.1. รัฐเสียประโยชน์ 6 หมื่นล้าน กรณี 2.4. เสียประโยชน์ 1.6 หมื่นล้าน ซึ่งเพียงแค่ทั้งสองกรณีรวมกันก็นับได้รวม 7.6 หมื่นล้านแล้วแต่ศาลยังมีเมตตาคืนทุนเก่าให้ โดยพิจารณาจากราคาหุ้น

5) ระบุว่าผมรวยมาก่อน

- ประเด็นนี้ศาลยอมรับว่าจริง แต่การจะรวยจะจนมันคนละประเด็นกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ พูดง่าย "ถึงรวยก็ยังโกง เพราะไม่รู้จักพอ"

6) คตส.หรือผู้เกี่ยวข้องได้ส่วนแบ่ง 25% จากเงินยึดทรัพย์

- เป็นการบิดเบือนซ้ำซาก ที่มีผู้ออกมาปฎิเสธหลายครั้งว่าไม่มีใครได้ แต่ถ้าถึงแม้ว่าจะมีใครได้ส่วนนี้ ก็ควรจะหาข้อแก้ต่างว่าไม่ผิดเพราะอะไร

เสมือนคุณขับรถฝ่าไฟแดง พอตำรวจจับคุณเขียนใบสั่งให้ คุณกลับบอกว่าที่ตำรวจจับปรับคุณเพราะได้ส่วนแบ่ง 25% จากใบสั่ง แต่ไม่สามารถแก้ต่างว่าคุณไม่ได้ฝ่าไฟแดง

จริงๆ แล้วการถือทักษิณยังถือหุ้น Shin ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือสัมปทานของรัฐก็ผิดเงื่อนไข การเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ 2544

คงไม่ต้องบอกหรอกว่า ถ้าทักษิณไม่ได้เป็นนายก จะมีนายกที่ไหนอยู่ดีๆ มาแก้กฎหมายสรรพสามิต แก้สัญญาต่างๆ ให้กับบริษัทในเครือ Shin 

กรณีของทักษิณถ้าเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือ นิวซีแลนด์ คงออกไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้มีการรัฐประหาร 19 กันยายน ให้ประเทศชาติเสียหายยิ่งขึ้น

คดีนี้ถ้าเทียบกับกรณี watergate ของประธานาธิบดีนิกสันแล้ว เรื่องของนิกสันจะเป็นเรื่องเล็กมาก แต่เป็นเพราะเขามีความละอายแก่ใจ ประเทศเขามีระบบตรวจสอบที่ดี บ้านเมืองเลยไม่บอบช้ำจากความเห็นแก่ตัวของคนๆ เดียว

สงครามครั้งสุดท้าย

                ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับศึกชิงอำนาจของผู้มีอำนาจทางการเงินและมีอำนาจทางการเมืองในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังมีอำนาจหลงเหลืออยู่ตามองค์กรต่างๆหลายหน่วยงานที่พร้อมจะร่วมมือทั้งแบบเปิดเผยและในทางลับโดยที่ยังไม่แสดงตัวเต็มที่...ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก...แพ้เป็นได้ไปพบพระ(นอนฟังพระสวดมนต์)...ชนะเป็นมาร(มารคอหอย)...การชุมนุมที่จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เรียกว่าเป็นวันอุ่นเครื่องนั้น ผมได้เปิดดูปฏิทินร้อยปีของจีนดูแล้วเป็นวันระกามี ดิถีธาตุทอง ทั้งฤกษ์บน-ล่างก็เป็นธาตุทองเหมือนกัน ในวันนั้นเป็นมิตรกับอดีตผู้นำเป็นอย่างมากเพราะดวงของอดีตผู้นำเป็นธาตุไฟ...แต่เป็นวันอริกับท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมาก...เพราะดวงของท่านนายกอภิสิทธิ์เป็นธาตุไม้...จะถูกธาตุทองทำลายหรือจะเรียกตามหลักโหราศาสตร์จีนก็จะเรียกว่า...ธาตุทองมาบั่นทอนธาตุไม้...และธาตุทองเป็นลาภของธาตุไฟ...ดูแล้วเป็นวันดีของอดีตผู้นำเป็นอย่างมาก...แต่ไม่รู้ว่าเป็นเวรหรือกรรมของอดีตผู้นำก็ไม่รู้เพราะวันที่ 14 มีนาคม 2553 เป็นวันกุนซึ่งเป็นธาตุน้ำ...ฤกษ์บนก็ธาตุน้ำอีกด้วย ธาตุน้ำทั้งดิถีบน-ล่างจะมาดับธาตุไฟของอดีตผู้นำอย่างรุนแรง...ในทางกลับกันธาตุน้ำจะมาส่งเสริมธาตุไม้ของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วย...นับว่าเป็นความโชคดีของนายกอภิสิทธิ์เป็นอย่างมากที่มวลชนคนเสื้อแดงอุตส่าห์หาฤกษ์ “แพ้” ให้กับเจ้านาย...ตั้งแต่วันเคลื่อนพลใหญ่  แดงทั้งแผ่นดินด้วยความคึกคะนองเป็นอย่างยิ่ง

                หลายๆคนคิดว่านายพลทั้งสองท่านที่มีข่าวว่าได้แตกคอกับแกนนำบางคนจนถึงกับมีคำเปรียบเปรยว่า “หมาเน่า” ลอยน้ำ...คงแตกแยกกันแน่นอนแล้ว...ผมไม่คิดอย่างนั้นผมกลับคิดว่ามันเป็นเกมทางกฎหมาย...เพราะถ้ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมืองและฝ่ายแดงเป็นผู้แพ้...กฎหมายก็คงจะเอาผิดนายพลทั้งสองไม่ได้เพราะได้ประกาศไปตามสื่อต่างๆแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว...นี่เป็นการเลี่ยงทางกฎหมายอย่างหนึ่ง...อีกอย่างหนึ่งก็ลวงให้คู่ต่อสู้หลงดีใจ คิดว่าเขาได้แตกกันแล้วคงไม่มีพิษสงอะไร...จุดนี้น่ากลัวมากหากใครประเมินไว้อย่างไม่รอบคอบ...จำนวนมวลชนเสื้อแดงที่ว่าจะมาเป็นล้านนั้นคงจะยาก นอกจากจะเอาคนหัวล้านมาร่วมชุมนุมด้วย ถึงจะเรียกได้ว่า...ล้านแล้วจ้า...เหมือนหนังไทยของดอกดินสมัยก่อน

                ในจำนวนคนเสื้อแดงนับแสนคนที่ว่าน่ากลัวแล้ว ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่น่ากลัวกว่าคือคนที่กำลังทำงาน ใต้ดินอยู่ในขณะนี้แม้จะมีเพียงสิบคนหรือร้อยคน ก็น่ากลัวกว่าคนจำนวนแสนๆคนเสียอีก...กองกำลังไม่ปรากฏสัญชาติ...นักรบรับจ้างล้วนฝีมือขั้นพระกาฬทั้งนั้น ยิ่งได้นายพลมาเป็นผู้วางแผนบัญชาการทั้งคน...นายพลผู้นี้มีฝีมือขั้นพระกาฬเรียกพี่...มีสมองเป็นเลิศคน คนนี้เป็นคนจริงไม่ใช่ สมรักษ์ คำสิงห์ ...คือไม่ได้โม้...ผู้ที่จะรู้แนวทางของนายพลผู้นี้ได้ต้องเป็นเพื่อนซี้ที่เคยผ่านสมรภูมิมาด้วยกันแล้วเท่านั้น ถึงจะจับจุดและการเคลื่อนไหวต่างๆได้บ้าง

                สงครามครั้งสุดท้าย การรุกของอดีตผู้นำในครั้งนี้ไม่ธรรมดา...เหตุรุนแรงต่างๆคงหลีกเลี่ยงยาก มันจะลามไปหลายที่หลายจังหวัดอาจจะมีเหตุเกิดที่ชายแดนไทยด้วย ขอให้จับตามองให้ดี...ความรุนแรงคงจะเกิดขึ้นไม่น่าเกินวันนี้ 16 18 มี.ค....แต่ทุกอย่างน่าจะจบลงไม่เกินเดือนเม.ย.หากยิ่งนานประเทศชาติยิ่งฉิบหาย....คิดว่าฝ่ายรัฐบาลคงจะประเมินสถานการณ์เอาไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน....โรงพยาบาลต่างๆคงจะเตรียมพร้อมทุกแห่ง...รถร่วมรถมูลนิธิต่างๆ คงต้องทำงานหนักเหมือนกัน...บริษัทหลายแห่งคงต้องปิดไปสักพักหนึ่งเพื่อความปลอดภัยหลายๆอย่าง...ผมคงจะไม่บอกให้ทุกท่านเตรียมเติมน้ำมันให้เต็มถัง แต่ผมเติมเต็มตลอด...มีกินไม่มีอดเพราะอาหารต่างๆผมก็มี...สรุปเหตุการณ์...อดีตผู้นำสามารถทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนได้มากเพราะเป็น...สงครามครั้งสุดท้าย...แต่สุดท้ายแล้วอดีตผู้นำจะพ่ายแพ้อย่างเต็มรูปแบบ... “กีฬาแพ้...คนดูคนเชียร์ไม่ยอมแพ้” จำคำนี้ได้ไหม...คราวนี้ทั้งฝ่ายตัวนักกีฬาและคนดูคนเชียร์จะแพ้ทหาร...ทหารจะมีบทบาท...ทหารจะมีอำนาจเหนือนายกทุกคน...อดีตผู้นำจะถูกดำเนินคดีอีกหลายเรื่องและไม่มีทางที่จะกลับประเทศตัวเป็นๆได้ถ้าไม่เข้าคุก...แกนนำหลายคนจะต้องหนีออกนอกประเทศหรือถูกจับดำเนินคดี...ไม่งั้นตาย!

                กลุ่มคนเสื้อแดงจะฝ่อไปอีกไม่นานนี้ และต่อไปคงจะปลุกไม่ขึ้นอีกเพราะดวงของอดีตผู้นำ ถึงคิว........?ภายในปีพ.ศ..............? ถ้าหากว่าอดีตผู้นำไม่รีบแก้ไขก็จะสาหัสเป็นอย่างมากทีเดียว...ดวงของอดีตผู้นำไม่สามารถชนะศึกในครั้งนี้ได้..ดวงของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ไม่ดี...ผลสุดท้ายบ้านเมืองคงจะต้องมีผู้นำคนใหม่ แล้วใครล่ะจะมาเป็น นายกคนต่อไป...(ตาอินกะตานา มัวแต่ทะเลาะกัน-ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียวคว้าพุงปลาไปกิน) คำนี้ท่านจำได้ไหมผมเขียนไว้ในบทความอะไร...วันเดือนปีเท่าไหร่ กรุณาช่วยตอบผมมาทางเมลด้วยเพื่อจะได้รู้ว่าท่านคือแฟนพันธุ์แท้ของหมอนิด

 

                ด้วยความเคารพ

                หมอนิด (กิจจา ทวีกุลกิจ)

                27 ก.พ. 2553 

 

ที่มา : http://mornid.com

 

 ปฏิวัติประชาธิปไตย..ก่อนชาติล่มสลาย

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์8 มกราคม 2549 17:06 น.

       ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจ ผมแค่ขอยืมหัวข้อบทความนี้มาจากหนังสือของขวัญปีใหม่เล่มหนึ่ง ผู้เขียนชื่อศาสตราจารย์ พันเอกชวติ พิสุทธิพันธุ์ ศิษย์เก่านายร้อยจปร. และธรรมศาสตร์ตอนที่ถูกปลดการเมืองออกแล้ว เขาเป็นมหาบัณฑิตทางการทูต ได้รางวัลศ.ดิเรก ชัยนาม
       
       ไม่ต้องสงสัยในความรักชาติและความร้อนวิชา จนกระทั่งยศหยุดอยู่แค่พันเอกในดินแดนที่นายพลโหลเดินชนกัน แต่ทหารกี่คนได้เป็นศาสตราจารย์
       พันเอกชวัติ พิสุทธิพันธุ์ เหล่าปืนใหญ่ เป็นต้นตำรับทหารประชาธิปไตยขนานแท้ เริ่มเมื่อเขามียศพันเอกเท่ากับลูกศิษย์คือพันเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งคู่เป็นก้นกุฏิของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อักษรศาสตร์บัณฑิต อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากสุราษฎร์ธานี ผู้ตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อเอาใจโซเวียตมิให้วีโต้ไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ
       
       ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร หรือ อาจารย์เสริฐ คือเจ้าทฤษฎีพรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร อาจารย์เสริฐมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มกองทัพไล่ลงมาแต่พลเอกแสวง เสนาณรงค์ เลขาจอมพลถนอม ถึงนายทหารเล็กๆยศพันตรีพันโท
       
       พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นพรรคนิยมจีนอยู่คนละขั้ว คนละพรรคกับอาจารย์เสริฐ และไม่พิสมัยอาจารย์เสริฐเลย เพราะอาจารย์เสริฐเป็นเจ้าตำรับใช้ประชาธิปไตยปราบคอมมิวนิสต์ คณะทหารประชาธิปไตยพากันเชื่ออาจารย์เสริฐว่าเผด็จการไม่มีทางชนะคอมมิวนิสต์ได้ จึงพากันต่อต้านเผด็จการในกองทัพและรัฐบาล
       
       ผมขอสรรเสริญความพากเพียรและกล้าหาญชาญชัยของผู้เขียนอย่างจริงใจ หวังว่าท่านคงจะไม่โกรธที่ผมไม่เห็นด้วยกับชื่อครึ่งหลัง เพราะผมไม่เชื่อทฤษฎีสิ้นชาติของไทย ผมไม่เชื่อว่าชาติไทยจะล่มสลาย ยกเว้นอุกาบาตยักษ์มาชน
       
       ทั้งนี้ เพราะไทยใหญ่เป็นลำดับที่ 16 ของโลก มีอายุเหยียบพันปี ยังไงๆประชา ชาติกว่า 60 ล้านคนก็จะต้องอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างคนกี่ส่วน และอยู่เหมือนกับไม่ใช่คนกี่ส่วน แต่ที่แน่ๆ ส่วนที่ฝืดเคืองเดือดร้อนคงจะเป็นคนส่วนใหญ่ บ้านเมืองอาจอยู่ไม่สุขลุกเป็นไฟ มีแต่ทุรยุคขุกเข็ญแร้นแค้น เกลียดขึ้งหึงสาฆ่าฟันแย่งชิงกันบัลลัย อาจเร็วกว่าที่คิดเสียด้วย ถ้าเจอรัฐบาลซูเปอร์ชั่วเป็นตัวเร่ง
       
       นอกนั้น ผมอ่านแล้วเห็นด้วยเกือบทุกอย่าง อยากให้คนอื่นได้มีโอกาสอ่านบ้าง แต่หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่าย ดีแต่คอลัมน์ปลายนิ้ว”นายกำแหง”แห่งเดลีนิวส์ แนะหนังสือน่าอ่าน เขียนว่า “หากต้องการให้กำลังใจผู้เขียน ติดต่อได้ที่ โทร 0-1279-3661 โทรสาร 0-2513-8038 หรือจดหมายไปที่ 548 ถนนพหลโยธิน 30 แขวงจันทร์เกษม เขตจตุขักร กท. 10900”
       
       หันกลับมาที่ชื่อครึ่งต้นของหนังสือ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ผมล้อในใจหยาบๆว่า ก็สันดานทหารนี่ เอะอะก็จะปฏิวัติลูกเดียว
       
        แต่การปฏิวัติของพันเอกชวัติไม่เหมือนกับการปฏิวัติของทหารทั่วไปหรอก ปฏิวัติของทหารทั่วไปเป็นสิ่งที่ท่านต่อต้าน เพราะ ถือว่าเป็นการคุมกำเนิดหรือทำแท้งมิให้ประชาธิป ไตยได้ผุดเกิด ประชาธิปไตยเมืองไทยมิได้ถูกทำลาย เพราะประชาธิปไตยยังไม่เกิด ข้อนี้ผมคิดเหมือนท่าน เมืองไทยมีแต่การเพาะและแพร่เชื้อเผด็จการอยู่ตลอดกาลอันยาวนานหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ว่าจะเป็นในรัฐบาล ในระบบราชการ ในระบบการศึกษา หรือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ความรู้เรื่องประชาธิปไตยที่เผยแพร่กันก็เป็นความรู้ผิดๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เกิดประชาธิปไตยก็ต้องทำลายเผด็จการเสียก่อน ขุดรากถอนโคนทีเดียว แล้วพัฒนาประชาธิปไตยทั้งระบบ นี่ล่ะครับ คือความหมายของคำว่าปฏิวัติของท่าน
       
        ขอนอกเรื่องไปหาการปฏิวัติของทหารธรรมดาเสียก่อน เร็วๆนี้มีข่าวเกรียวกราวว่ามีทหารไปชวนนักวิชาการปฏิวัติ เป็นอาจารย์ชั้นแนวหน้าของธรรมศาสตร์ ชื่อดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ ผมรู้จักอาจารย์กิตติศักดิ์ตั้งแต่ครั้งเรียนอยู่ในเยอรมัน จนจบปริญญาเอกทางกฎหมายแพ่งด้วยเกียรตินิยมสูงสุด อาจารย์กิตติศักดิ์เป็นอาจารย์แท้ๆที่สนใจการเมืองแต่ไม่วิ่งเข้าหานักการเมือง จึงไม่ต้องแปลกใจว่ามีทหารที่เคารพนับถือในศักดิ์ศรีสติปัญญาของอาจารย์กิตติศักดิ์ เมื่ออาจารย์เปิดเผยข่าวนี้ บรรดาลิ่วล้อของรัฐบาลถึงกะ เรียกร้องให้ตำรวจจับอาจารย์มาดำเนินคดี ฐานรู้ว่าจะมีคนจะใช้กำลังล้มล้างรัฐบาลแล้วไม่มาแจ้ง
       
        ผมเองก็กลัว เพราะผมก็ถูกทหารมาปรึกษาเรื่องปฏิวัติเหมือนกัน ทั้งที่ใครๆก็รู้ว่าผมแอนตี้การปฏิวัติรัฐประหาร ปีที่แล้ว 2 นายพลโทนอกราชการ มาเยี่ยมกินข้าวด้วย หนึ่งเคยเป็นไข่แดงของการยึดอำนาจ อีกหนึ่งเป็นทหารประชาธิปไตย ทั้งคู่ยืนยันว่า กองทัพยังมีขีดความสามารถที่จะยึดอำนาจล้มรัฐบาลได้สบายๆ แต่ติดปัญหา 2 เรื่องให้ผมช่วยคิดด้วย นั่นก็คือ จะทำอย่างไรกับเสียงตั้งกว่า 19 ล้าน และในหลวงจะโปรดว่าอย่างไร ผมตอบว่า ไม่ทราบ และอย่าเลย
       
        ที่ผมเล่าเรื่องของตัวเองและดร.กิตติศักดิ์ให้ฟังนี้ ก็เพื่อจะส่งสัญญาณว่า ทหารเริ่มจะเป็นห่วงบ้านเมือง และเห็นว่ารัฐบาลของนายกฯทักษิณชักจะไปไม่หยุดฉุดไม่อยู่เสียแล้ว ถ้าปล่อยไว้นานก็จะยิ่งเสียหายกับบ้านเมือง จะจัดการกับรัฐบาลด้วยวิธีอย่างอื่นเห็นจะไม่มีทาง นอกจากใช้กำลัง
       
        กลับมาที่หนังสือ ผมทึ่งมากหลายๆเรื่อง จะขอยกเพียง 3 ตัวอย่างสั้นๆ 1. เริ่มจากปกหลังหัวข้อของบทที่ 10 สภาวะอนาธิปไตย 4 จังหวัดภาคใต้ เป็น“ผลิตผลของระบบเผด็จการ” และขบวนการแก้ก็ยังเป็นแบบเผด็จการ ไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง และไม่รู้จักพัฒนา ผู้เขียนสรุปว่า “การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐปรากฏเป็นจริงเมื่อใด เมื่อนั้นก็ยังความสงบสุขร่มเย็นไปทั้งแผ่นดินของราชอาณาจักร เป็นการแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จไปทั้งแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองโดยแท้ “ ท่านให้เหตุผลว่า “เหตุจากระบอบประชาธิปไตยเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของทุกศาสนา” พันเอกชวัติเป็นพุทธ แต่แวดล้อมด้วยหมู่มุสลิม เพราะเกิดและเติบโตในปัตตานี
       
       2. หัวข้อของบทที่ 1 ชื่อ “เหตุปัจจัย 19 ข้อทำให้เกิด “มหันตภัยมืด” ในราชอาณาจักรไทย” ผู้เขียนได้บรรยายเหตุปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้เกิดความระทมทุกข์ คือการกดขี่ข่มเหง ใช้อิทธิพลทำมาหากิน ทำลายศีลธรรมและความยุติธรรมทั้งสิ้นในสังคม ซึ่งสาเหตุพื้นฐานของมหันตภัยมืดคือระบอบเผด็จการหลายรูปแบบคู่กับสภาวะอนาธิปไตย ตัวการสำคัญคือโจรในเครื่องแบบโครงข่าย “มาเฟีย” รวมพล “สีเขียว-เทา-กากี” คุมธุรกิจมืด นอกจากนั้นคือพ่อค้ายุคดิจิตอลที่เข้ามาครอบการเมืองแบบทักษิณ ผู้มี”สัญชาติญาณอำนาจนิยม” “อาศัยผลลัพธ์สร้างความชอบธรรมให้กับวิธีการ: The end justifies the mean….ผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด 2,500 คนถูกสังหารนอกกระบวนยุติ ธรรม” รวมทั้งมาตรการประชานิยมซึ่งยังผลให้กวาดโภคทรัพย์ของแผ่นดินทั้งหลายรวมทั้งหยาดเหงื่อของคนจนเข้ากระเป๋าตนเองละญาติมิตรบริวาร เป็นการดูดอย่างเลือดเย็นโดยเหยื่อไม่รู้ตัว
       
       3. ผู้เขียนได้วิจารณ์ระบอบการปกครองของไทยจนกระทั่งถึงปัจจุบันว่าเกิดจาก”การปฏิวัติครึ่งเดียว” ซึ่งตามความคิดของกุสตาฟ เลอบองเห็นว่า”เป็นการฝังศพตัวเอง” และหลวงวิจิตรวาทการซ้ำให้ว่าเป็นการ “ฝังศพชาติทั้งชาติ ฝังศพประเทศทั้งประเทศ” การแก้ปัญหาของชาติโดยทักษิณก็ไม่ต่างกับคนอื่นๆ ซ้ำจะร้ายยิ่งกว่า เพราะ“การแก้ปัญหาพื้นฐานของชาติ ถ้าไม่ถูกทางก็พาชาติล่มจม ถ้าถูกทางก็พาชาติ ไปสู่การพัฒนา พัฒนาการเมืองทั้งระบบพร้อมกัน เรียกตามภาษาสากลว่า “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ประเทศไทยเป็นประเทศตกยุค การโกหกหลอกลวงประชาชนว่าประเทศปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องผิดธรรมชาติอย่างร้ายแรงส่งผลให้ประชาชนทั้งประเทศยากจนเกิดความทุกข์ของแผ่นดินมานาน คนไทยชอบทำอะไรง่ายๆ สร้างสังคมด้วยโปสเตอร์ขนาดใหญ่ทั่วประเทศสิ้นงบประมาณไปหลายพันล้าน จนเป็นธรรมเนียมให้คนรุ่นหลังเอาอย่าง เพียงแต่เขียนหรือคำพูดเกิดผลทางการเมืองโดยไม่ลงมือกระทำและปฏิบัติ เป็นไปได้อย่างไร เป็นเรื่องตลกระดับโลก คนไทยไม่รู้ตัวว่าได้สร้างความอับอายไปทั่วโลกมานานแล้ว จนสุดท้ายของวันนี้ทั่วโลกต่างประณามไทยว่า ไทยไม่เคารพสิทธิมนุษยชนและไม่เป็นประชาธิปไตย”และอีกตอนหนึ่ง “จนทุกวันนี้ประชาชนทั้งแผ่นดินตกเป็นทาสของผู้ปกครองฯลฯ ร้ายแรงยิ่งกว่าความเป็นทาสสมัยพระพุทธเจ้าหลวงฯลฯการเป็นทาสปัจจุบันนอกจากเป็นทาสถาวรแล้ว รัฐบาลยังนำพาประชาชนให้หลงใหลในอบายมุขเพื่อไปสู่อบายภูมิในชาติหน้าต่อไปอีกด้วย”
       
        ผมบอกผู้เขียนว่า ดีนะนี่ที่ทหารแท้ๆเป็นผู้เขียน และเป็นทหารที่เป็นธรรมยอมรับว่า กองทัพด้อยพัฒนา ทำให้บ้านเมืองด้อยพัฒนา เพราะคนจากเหล่าทัพที่งมงายขาดความรู้มาเป็นผู้ปกครอง บ้านเมืองจึงตกต่ำ พันเอกชวัติเป็นที่ปรึกษาการเมืองอย่างเป็นทางราชการของผู้บัญชาการทหารบกตั้งแต่พลเอกบุญชัยลงมา ท่านสรุปว่าแม้ผบ.ทบ. ก็ไม่รู้หน้าที่บทบาทและความผิดชอบของตนเองต่อกองทัพและชาติ ด้วยเหตุนี้กระมัง ความสัมพันธ์ระหว่างพันเอกชวัติกับพล เอกชวลิตจึงได้จืดจางลง
       
       แต่ก็ยังไม่ร้ายเท่าสมัยที่เขาเป็นที่ปรึกษาจอมพลถนอมและพลเอกแสวง สมัยนั้นพันเอกชวัติถูกข้อหา”กบฏน้ำลาย”ถูกจับคุมขังอยู่ร้อยวัน แต่หัวหน้ากบฏคือพลอากาศโทนักรบ บินษรี ถูกจำคุก 12 ปี ทั้งคู่ไม่รู้จักและไม่เคยพูดกันเลย
       
        พันเอกชวัติจบนายร้อยเทคนิค รุ่นเดียวกับพลเอกหาญ ลีนานนท์ ก่อนพลเอกอาทิตย์ 1 ปี พลเอกชวลิตเป็นศิษย์รุ่นแรกของอาจารย์ชวัติ ผมถามว่าทำไมเขาจึงได้ยศแค่พันเอก คำตอบกลั้วหัวเราะคือ “เขาว่าผมชอบพูดการเมืองเกินไป”
       
        ในชีวิตส่วนตัวพันเอกชวัติเป็นนักรัก เป็นนักฝันโรแมนติก ข้อเขียนของเขาแสดงออกซึ่งความสัตย์ซื่อบริสุทธิ ฝันหาการเมืองที่ขาวสะอาด ประหนึ่งว่าเขาไม่รู้ว่าการเมืองคืออะไร เขาเป็นแม่น้ำคนละสายกับสนธิอย่างชัดๆ ถ้าบ้านเมืองไม่อาเพศ คงไม่มีเหตุได้พบกัน
       
       Old soldiers never die, they just fade away คือคำกล่าวขานว่า ทหารเก่าไม่มีวันตาย เขาเพียงแต่หายหน้าหลบไปเงียบๆเท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่พันเอกชวัติ ผู้ประกาศ”เจตนารมณ์อันสูงสุด” และ”เหตุผลคำขอขมา” บอกว่ามิได้มุ่งร้ายบุคคลใด ไม่ประสงค์อะไรอีกเพราะอายุ 82 ปีแล้ว แต่จะนอนตายตาไม่หลับถ้าไม่เห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสถาปนาขึ้นอย่างสมบูรณ์ ผู้เขียนไม่อาจเสวยสุขเพราะมวลมหาชนยังเป็นทุกข์ จะต้องคอยวันที่ “สุขเพราะผ่านฟ้าสุข สมบูรณ์” นั่นก็คือ การคืนพระราชอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย
       
       ไม่พบกันกว่าสิบปี พันเอกชวัติยังหนุ่มเหมือนเดิม ผมขอยกนิ้ว และมอบของขวัญปีใหม่แด่พันเอกชวัติ พิสุทธิพันธุ์ ทหารของแผ่นดิน และคนอื่นๆในแม่น้ำทุกสายทีไหลมาบรรจบกัน ดังนี้
       
       "ขอปากกา น้องพี่ มีอำนาจ ด้วยรักชาติ สัตย์จริง สุดนิ่งใบ้
       เหล่ากระสือ ที่ซื้อขาย ทำลายไทย จงแพ้ภัย ปากกา เพื่อนข้าเทอญ"
 

 

ลงทุนมีค่ากว่าซื้ออาวุธ

 

โดย ไสว บุญมา

                ในตอนก่อนสิ้นปี 2552 ไม่นาน รัฐบาลพม่าและรัฐบาลเวียดนามแถลงว่าจะซื้ออาวุธจำนวนมากจากรัสเซีย  พม่าจะซื้อเครื่องบินขับไล่ มิก-29 เพิ่มขึ้นอีก 20 ลำซึ่งจะทำให้กองทัพอากาศพม่ามีเครื่องบินชนิดนั้นรวมกันเป็น 32 ลำ  ส่วนเวียดนามจะซื้อเรือดำน้ำจำนวนหนึ่ง  ตามธรรมดาการประกาศซื้ออาวุธเช่นนั้นของประเทศเพื่อนบ้านมักนำไปสู่การผลักดันของกองทัพไทยให้รัฐบาลจัดสรรเงินเพื่อซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นทันที  แต่ครั้งนี้กองทัพอากาศดูจะยังนิ่งเงียบ  ส่วนกองทัพเรือเสนอว่า เมืองไทยน่าจะซื้อเรือดำน้ำสัก 3-4 ลำด้วยราคาลำละราว 20 หมื่นล้านบาท  นอกจากนั้นควรจะใช้เงินราวหนึ่งพันล้านบาทซื้อเรือดำน้ำเก่ามาใช้ในการฝึกทันที

ความแตกต่างระหว่างท่าทีของสองกองทัพต่อการเคลื่อนไหวในด้านการซื้ออาวุธของเพื่อนบ้านอาจจะสะท้อนความแตกต่างระหว่างผู้บัญชาการสองคน  ในขณะที่ผู้บัญชาการกองทัพอากาศต้องการใช้เวลาในการพิจารณาสถานการณ์อย่างรอบคอบ ผู้บัญชาการกองทัพเรือมองว่าการใช้เวลานานอาจเป็นการเสียโอกาสของตน  หรือเป็นไปได้ว่าผู้บัญชาการกองทัพอากาศเข้าใจในสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศดีว่า ตอนนี้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอยยังผลให้รัฐบาลขาดเงินจนต้องหยิบยืมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น  แต่ผู้บัญชาการกองทัพเรือไม่มีความเข้าใจในด้านเศรษฐกิจและภาวะการเงิน หรืออาจเข้าใจแต่ไม่ต้องการเสียโอกาสทองที่จะสนองความหิวโหยเพราะกองทัพเรือไม่ได้ซื้ออาวุธชิ้นใหญ่ ๆ มาเป็นเวลานาน 

อะไรจะเป็นแรงบันดาลใจของฝ่ายกองทัพก็ตาม แต่เมืองไทยไม่ควรซื้ออาวุธใหม่ในตอนนี้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง  ในเบื้องแรก ผลของการประกาศซื้ออาวุธใหม่ทันทีเมื่อเพื่อนบ้านซื้อก็คือการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันในด้านพลังทางทหาร  การกระทำเช่นนั้นนอกจากจะไม่มีผลดีแล้ว ยังจะมีผลร้ายต่อการสร้างสมาคมอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกด้วย  นอกจากนั้น การซื้ออาวุธเป็นการใช้เงินตราต่างประเทศในต่างแดนซึ่งเมืองไทยยังมีไม่พอจนถึงกับต้องไปขอกู้เพิ่มจากต่างประเทศอยู่แล้ว  เมื่อนำไปใช้ในต่างแดน เงินนั้นจะไม่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยซึ่งยังต้องการแรงกระตุ้นต่อไปเพื่อให้พ้นภาวะถดถอย  ยิ่งกว่านั้น เรายังต้องการเงินจำนวนมากเพื่อลงทุนในโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่โดยเฉพาะในการปรับปรุงการขนส่งทางรถไฟและการสร้างเมืองใหม่เพื่อลดภาวะแออัดของกรุงเทพฯ

เมื่อเทียบกับประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ปัจจัยพื้นฐานด้านการขนส่งของไทยนับว่าอยู่ในขั้นดีมากยกเว้นในส่วนของการขนส่งทางรถไฟเท่านั้น  การรถไฟมีปัญหาหมักหมมมาช้านานและไม่เคยมีรัฐบาลไหนต้องการเข้าไปแก้ไขอย่างจริงจัง  การที่รัฐบาลนี้คิดจะทำจึงควรได้รับการสนับสนุน  การขนส่งทางรถไฟนับวันจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งต้องการรวมกันเป็นเขตตลาดร่วมขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้  เมืองไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของกลุ่มอาเซียนซึ่งการติดต่อค้าขายกับประเทศใหญ่ ๆ เช่นจีนนับวันจะมีความสำคัญยิ่งขึ้น  เมืองไทยต้องลงทุนขนานใหญ่เพื่อปรับเปลี่ยนระบบรถไฟของไทยให้สามารถเชื่อมต่อกับของพวกเขาได้ทันที  การปรับเปลี่ยนต้องเริ่มทำเสียตั้งแต่วันนี้ก่อนที่มันจะกลายเป็นอุปสรรคสูงขึ้นไปกว่าในปัจจุบัน  ยิ่งกว่านั้น การใช้เงินจำนวนมากเพื่อลงทุนเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟจะมีผลดีในด้านการกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านมากกว่าการใช้เงินนั้นแข่งขันกันซื้ออาวุธ

เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวคิดที่จะสร้างเมืองใหม่เพื่อลดความแออัดในกรุงเทพฯ มีมานมนาน แต่ไม่มีรัฐบาลไหนคิดที่จะทำอย่างจริงจังจนกระทั่งถึงยุคของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร  แต่น่าเสียดายที่จุดมุ่งหมายในการสร้างเมืองใหม่ของรัฐบาลนั้นถูกบิดเบือนเพื่อจะให้เพื่อนฝูงและญาติพี่น้องของนายกรัฐมนตรีมีโอกาสสร้างความร่ำรวยจนความถูกต้องของโครงการถูกมองข้าม ยังผลให้การขับเคลื่อนที่จะสร้างเมืองใหม่ต้องชะงักต่อไปอีกนานเพราะรัฐบาลต่อ ๆ มาหยุดใส่ใจ  ร้ายยิ่งกว่านั้น รัฐบาลปัจจุบันกลับเพิ่มความสำคัญให้แก่การลงทุนจำนวนมหาศาลผ่านการก่อสร้างรถไฟฟ้า ถนนยกระดับและสะพานลอยในกรุงเทพฯ  การลงทุนเช่นนี้จะไม่มีทางแก้ปัญหาที่มากับความแออัดให้หมดไปได้เพราะมันจะตามความแออัดไม่ทันเนื่องจากการลงทุนเหล่านั้นคือส่วนหนึ่งของตัวดึงดูดผู้คนให้อพยพเข้ามายู่ในกรุงเทพฯ มากขึ้น

น่าจะเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในอนาคตอันใกล้ เมืองใหม่จะมีความสำคัญยิ่งขึ้นเพราะภาวะโลกร้อนจะทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ร้ายแรงขึ้นมากเนื่องจากระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่กรุงเทพฯ ยังคงทรุดลงต่อไป  ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมแต่ละครั้งจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว  ตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงการสร้างระบบทำนบ พนังและเขื่อนขนาดใหญ่ในบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งประตูกั้นน้ำทะเลขนาดใหญ่ในแนวเดียวกับโครงการในประเทศเนเธอร์แลนด์  โครงการขนาดนั้นย่อมมีการลงทุนสูงจึงมักได้รับการผลักดันจากนักการเมืองและธุรกิจก่อสร้างยังผลให้ศักยภาพของมันถูกบิดเบือน  ในขณะนี้แม้ประเทศเนเธอร์แลนด์เองก็เริ่มสงสัยแล้วว่า ประตูกั้นน้ำนั้นจะป้องกันน้ำท่วมได้จริงหรือไม่เมื่อพายุใหญ่เกิดขึ้นในขณะที่น้ำทะเลมีระดับสูงกว่าที่คาดไว้ ทั้งนี้เพราะในตอนออกแบบประตู ภาวะโลกร้อนยังไม่ปรากฏ

การลงทุนในสองด้านที่อ้างถึงนี้มีความสำคัญในตัวของมันเองอยู่แล้ว  หากนำทั้งสองมาสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดโดยให้รถไฟมีบทบาทสูงในการขนส่งระหว่างเมืองใหม่กับกรุงเทพฯ ค่าตอบแทนของการลงทุนก็จะยิ่งสูงขึ้น  หากรัฐบาลปัจจุบันไม่คิดจะทำตามแนวที่เสนอ พรรคการเมืองใหม่ควรจะรวมโครงการทั้งสองไว้ในกรอบนโยบายของตน  หากวันหนึ่งข้างหน้ามีโอกาสเป็นรัฐบาล จะได้สร้างผลงานที่มีค่าต่อประชาชนทันที 

 

พรรคไทยเพื่อไทยเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยเช่นเดียวกับไทยรักไทย

 

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 31 ตุลาคม 2552

 

กราบเรียน สื่อ สถาบันที่มีหน้าที่รับผิดชอบ คณะรัฐศาสตร์-นิติศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย และพี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน

 

ผมได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้วที่จะขอให้รัฐบาลสุรยทธและ กกต. เลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ ส.ส.น้ำดีในพรรคไทยรักไทยจัดตั้งพรรคให้ครบถ้วนตามครรลองกฎหมายหรือแยกย้ายกันไปสังกัดพรรคต่างๆให้เรียบร้อย

 

๑. ความเร่งรีบไม่ฟังอีร้าค่าอีรมทำให้พรรคพลังประชนไม่มีลักษณะเป็นพรรคที่แท้จริงแต่เป็นก๊วนการเมืองที่อาศัยการเลือกตั้งเพื่อจะล้างมลทินและนำทักษิณ ชินวัตรกลับเข้าสู่อำนาจอย่างเดียว

 

๒. เมื่อชนะการเลือกตั้ง มีเสียงข้างมากในสภา ก๊วนการเมืองดังกล่าว ไม่เคยทำหน้าที่พรรคการเมืองที่แท้จริง นอกจากจะเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาเพื่อจะล้างมลทินและนำทักษิณ ชินวัตรกลับเข้าสู่อำนาจอย่างเดียว

 

๓. จนกระทั่งบัดนี้ ก๊วนการเมืองดังกล่าว ก็ยังดำรงความมุ่งหมายและพฤติกรรมอย่างเดิมอยู่ทั้งในและนอกสภา

 

๔. หน้าที่หลักของสถาบันนิติบัญญัติและพรรคในสภาคือการออกกฎหมาย ตลอด ๒ สมัยที่ครองอำนาจอยู่ ก๊วนการเมืองดังกล่าวไม่เคยทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเลย คือไม่เคยออกกฎหมายสักฉบับเดียว โปรดดูเอกสารทางราชการที่ผมสำเนาแนบมานี้

 

ผมจึงขอร้องทุกข์และชวนเชิญท่านที่เคารพทั้งหลายให้หาทางฟ้องร้องปรับไหม เรียกเงินเดือนคืน และห้ามมิให้สมาชิกก๊วนดังกล่าวมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอีก

 

โปรดส่งต่อ เล่าต่อ และแปลเป็นภาษาต่างประเทศไปทั่วโลก เพื่อจะให้เป็นที่รู้กันว่าประมุขและทาสในเรือนเบี้ยของก๊วนการเมืองนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีความเข้าใจประชาธิปไตย และปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยตลอดมา

 

ปราโมทย์ นาครทรรพ

 

 

 

 

          

 

 

 

 

 

อ้ายฮุนเซน มันอวดดี

 

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2552 16:20 น.

โปรดอย่าเปลี่ยนชื่อหัวข้างต้น ใครจะหวานเจี๊ยบกับฮุนเซนอย่างไร ก็ช่างมัน ถ้าใครอ่อนภาษาไทย จนแยกคำว่าอ้ายและไอ้ไม่ออก ก็ช่างหัวมัน ถ้าใครไม่รู้ว่ามันเป็นคำของบุพการี หรืออาม้าอากงที่เอ็นดูบุตรหลานทั้งหลายในประเทศไทย ก็ช่างหัวมันเถิดเหมือนกัน
       
       ถ้าฮุนเซนมันไม่รู้ว่าผมเมตตามันพอๆ กับทักษิณ บิ๊กจิ๋ว หรือเทพเทือก ก็ช่างหัวมันเถิดเหมือนกัน
       
       ผมได้ข่าวว่า “ช่างหัวมัน” เป็นชื่อไร่ส่วนพระองค์ของในหลวงอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี
       
       ฮุนเซนสำคัญตัวถูก จึงกล้าอวดดี โดยเฉพาะกับพี่ไทย แต่หงอกับคุณพ่อเวียดนาม ก็เพราะมันมีดีจะอวด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซในทะเล ที่ดินในเกาะกง ที่เช่าเป็นล้านๆไร่ โอกาสทางธุรกิจอีกมากมาย พี่ไทยล้วนน้ำลายหกทั้งนั้น
       
       นอกจากนั้นพี่ไทยเราเก่งนัก ทั้งขายตัว ขายคนอื่น และขายชาติ ไส้กี่ขดๆ ฮุนเซนก็รู้หมด
       
       มีผมคนเดียวเท่านั้นที่ฮุนเซนไม่รู้จัก แต่ผมรู้จักฮุนเซนตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น นานๆพอกับที่ผมรู้จักอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศผู้โด่งดัง เพื่อนอุปถัมภ์ของเสี่ยพีรพล ติยะเกษม อีกหนึ่งคนดังของ 14 ตุลา ตั้งแต่ครั้งยังเป็นรองอธิบดีในกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม
       
       ทำไมผมจะไม่รู้จัก เพราะทั้งเหงียน โก ธัค และฮุนเซนเป็นเด็กสร้างของเวียดนาม มิสเตอร์เรียนล่ามกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามที่ทำหน้าที่แปลให้นายกรัฐมนตรีไทยหลายคนในอดีตโม้กับทูตไทยประจำเวียดนามแทนผมว่า ผมนี่ล่ะเป็นคนเดียวที่เดินทางไปไหนมาไหนในเวียดนามเหนือสมัยนั้นได้โดยไม่ต้องมีพาสปอร์ตวีซ่า
       
       ผมนั่งรถจากโฮจิมินห์ไปพนมเปญเดือนธันวาคม 1976 ตอนนั้น 3 ประเทศอินโดจีนปลดแอกอเมริกันได้ครบ 1 ปีพอดี แต่ไทยถอยหลังได้รัฐบาลเผด็จการ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่ถึง 3 เดือน
       
       ผมพบผู้นำเขมรแดงเกือบทุกคน นอกจากพล พต เลขาธิการใหญ่ประจำพนมเปญ คือแก้ว จันดา ซึ่งเป็นเขมรเชื้อสายไทย ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บอกผมว่าเวียดนามได้เอาเฮง สัมริน กับฮุนเซนไปอุปถัมภ์แล้ว อีกไม่นานเขมรคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือเวียดนาม ขอให้ผมช่วยเหลือเขมรที่เป็นพวกไทยต่อไปด้วยอย่าทอดทิ้ง
       
       ผมกลับเมืองไทยเกือบถูกรัฐบาลจับ แต่เพื่อนๆ ที่เป็นทูตมารับที่สนามบินไปกินข้าวกับพลเอกเกรียงศักดิ์ ซึ่งผมรู้จักมานาน คืนนั้นผมยังขอให้พลเอกเกรียงศักดิ์จัดคนไปซื้อใบยาสูบจากเขมรแดง เพราะเขากลัวเวียดนามจะมาฮุบไป ทั้งยังได้ขอให้พลเอกเกรียงศักดิ์หาทางช่วยเหลือนักศึกษาที่แตกเข้าป่าด้วย
       
       ผมนี่ล่ะ แนะนำฟามวันดงให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ผมบอกลุงฟามไม่ให้ติดอาวุธนักศึกษา ผมว่าถ้าไทยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เมื่อใด เวียดนามจะซวย
       
       ผมเล่าให้พลเอกเกรียงศักดิ์ฟัง ตั้งแต่ยังมิได้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า อีกหนึ่งปีเวียดนามจะส่งกองทัพเข้าไปขับไล่รัฐบาลเขมรแดงของพลพตเพื่อสถาปนาระบบเฮง สัมรินในกระเป๋าของเวียดนาม
       
       ในตอนนั้นฮุนเซนยังเป็นเด็กน้อย ที่ผู้สร้างเตรียมไว้จะให้ขึ้นมาดับรัศมีเฮงสัมริน เหมือนนัสเซอร์ทำกับนายพลเนกิ๊ปหัวหน้าปฏิวัติอียิปต์ยังไงยังงั้น ทำไมผมจะไม่รู้
       
       ในตอนนั้นนโยบายต่างประเทศไทยอยู่ในอุ้งมือกองทัพ ยังโอบอุ้มและช่วยเหลือเขมรแดงของพลพตจนสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะฉวยโอกาสหากินกับจีนและอเมริกันได้ด้วย และหลงว่าสักวันหนึ่งเขมรแดงจะตีตื้น
       
       ในอินโดจีน ผมรู้จักเขมรน้อยที่สุด และไม่มีเวลาให้ แม้แต่เพื่อนผมจากยูเอ็นมาเป็นข้าหลวงใหญ่และเลขาธิการเอสแคป ใครๆ มายุให้ผมไปหากิน ผมก็ปฏิเสธและไม่เคยได้จากเขมรเลยสักสตางค์แดงเดียว ผมจึงมิได้เป็นหนี้บุญคุณอะไรกับเขมรแม้แต่นิดเดียว
       
       ผมเสียอีกมีบุญคุณกับเขมร เมื่อเขมรอดอยากแร้นแค้นแสนสาหัส เรือขนส่งพันธุ์ข้าวยูเอ็นจากฟิลิปปินส์ล่ม ไทยนอกจากใจดำแล้วยังโง่ ปล่อยให้สิงคโปร์กอบโกยเอาๆ ไม่ยอมขายตรง รัฐบาลเปรมหนึ่ง เด็กๆ เขมรกำลังจะอดตาย เพราะเวลาจำกัด ยูเอ็นจึงมาจัดซื้อข้าวเอง และขอร้องให้ผมเจรจากับรัฐบาล เจรจาอย่างไรรัฐบาลก็ไม่ยอมให้ส่ง ยกเว้นแต่จะให้ อตก.ภายใต้รมว.เกษตรบรรหารเป็นผู้ส่งทั้งๆ ที่ตนเองไม่มีข้าว ผมก็ได้พลตรีชวลิต ยงใจยุทธนี่แหละที่ช่วยเหลือส่งให้ ตอนนั้นบิกจิ๋วเป็นรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก พลโทหาญ ลีนานนท์ เป็นเจ้ากรม เป็นลูกรับใช้ป๋าทางการเมืองทั้งคู่
       
       พ่อค้าเอาเงินไปสมนาคุณเป็นล้าน บิ๊กจิ๋วไม่ยอมรับ พลตรีสุดสาย หัสดินฯ สหายป๋ามาแซวผมว่า อาจารย์เสียท่าจิ๋ว มันขนให้อาจารย์สี่คันรถ แต่มันบวกของมันไปอีกสิบ
       
       ผมไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่พลเอกชวลิตดีกับผมมาตลอด เมื่อตอนอายุจะครบปีที่ 68 พลเอกชวลิตบอกว่า “อาจารย์ ผมจะเป็นนายกฯ นะ เมื่อไหร่อาจารย์จะมาช่วยผม อาจารย์ใจดำ ปล่อยให้ผมทำงานอยู่ในวงล้อมของคนแปลกหน้า” พลเอกชวลิตไม่เคยพูดชั่วและทำชั่วให้ผมเห็นเลยสักครั้งเดียว และคอยจะช่วยผมให้รับใช้สังคมในเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ อยากให้ผมเป็นโน่นเป็นนี่ แต่ผมเป็นคนวาสนาน้อย ไม่อยากเข้าใกล้บรรดาคนแปลกหน้าของพลเอกชวลิต จึงได้แต่ห่วงเพื่อนว่า “คบพาลพาลพาไปหาผิด”
       
       ทั้งทักษิณและฮุนเซนในสายตาของผมจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากคนพาล แต่ผมก็ไม่สามารถผสมโรงด่าพลเอกชวลิตได้ในครั้งนี้ ได้แต่ภาวนาให้พลเอกชวลิตเป็นฝ่ายใช้ทักษิณและฮุนเซน อย่าให้สลับกลับกัน
       
       ผมได้สนองเจตนารมณ์ของแก้ว จันดา โดยหาทุนสหภาพครูญี่ปุ่นมาให้ครูใหญ่โรงเรียนฝึกหัดครูของเขมรทั้ง 20 แห่ง ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนที่ราชภัฏบุรีรัมย์ทุกคน เขาจะได้รู้จักและสืบต่อสายสัมพันธ์กับไทยไว้บ้าง ไม่ทำตัวอวดดีเหมือนกับฮุนเซน
       
       การที่อ้ายฮุนเซนเลือกมางานเปิดอาเซียนไม่ทัน ประกาศจะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ ตั้งเป็นที่ปรึกษา ไม่ยอมส่งตัวฯ รักทักษิณเหมือนคนเสื้อแดงหลายล้าน ไม่ได้แทรกแซงการเมืองภายในของไทย แต่ทักษิณถูกลงโทษการเมืองอย่างไร้ยุติธรรม หากทหารไม่ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ทุกอย่างจะดีหมด ฯลฯ อย่างนี้ เรียกว่า เป็นแขกที่ไร้มารยาทขาดกาลเทศะ อย่างแรง เอาความเท็จมาปั้น อีดี้ อามินแห่งยูกันด้ายังไง ฮุนเซน ก็ยังงั้น
       
       ทูตสุรพงษ์ ชัยนามให้สัมภาษณ์ว่า นี่เท่ากับรับจ็อบมาล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ตอกลิ่มให้ไทยแตกกัน เพื่อเร่งทักษิณได้กลับ ถึงทักษิณจะกลับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รัฐบาลนี้ไม่มีน้ำยา จะถ่มถุยเตะถีบยังไงก็ได้ ถ้าทักษิณมาได้ก็ได้กำไรสองต่อ ท่านทูตห่วงว่าคนไทยที่รักชาติและพันธมิตรฯ จะกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับให้นรกเสื้อแดง เพราะหลงกลโกรธแค้นฮุนเซน
       
       ผมว่า เรามารู้ทัน ว่าทำไมฮุนเซนจึงอวดดีจะดีกว่า
       
       1. เพราะฮุนเซนฉลาดกว่ารู้จักการเมืองไทยและผู้นำไทยดี อ่านได้ทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่ไทยเราน้อยคนนักจะศึกษาหรือรู้จักฮุนเซนดี นึกว่ามันเป็นคนบ้านนอกไร้การศึกษา บ้าอำนาจและหิวเงิน คอยเอาเหยื่อเข้าล่อ หารู้ไม่ว่าฮุนเซนเห็นชาติเขาเป็นใหญ่ ถ้าได้ประโยชน์จึงยอมตามน้ำด้วย แต่ของไทยกลับตรงกันข้าม
       
       2. ได้ครูดีคือเป็นศิษย์รัก-ศิษย์แค้นของสีหนุ เจ้าตำรับนกสองหัว-จอมตีสองหน้า เดี๋ยวนี้เก่งกว่าครู สีหนุปลงตก บ่นอยากตายแล้ว ฝากอนาคตของชาติและของลูกไว้กับฮุนเซน สอนลูกไม้ถล่มไทยให้ฮุนเซนหมด
       
       3. ฮุนเซนรู้ว่าคนไทยแตกกัน และยุให้แตกกันได้ง่าย รัฐบาลและสภาของไทยไม่มีน้ำยา เอาอามิสและผลประโยชน์เข้าล่อ มีสายอยู่ตลอด
       
       4. คนไทยโง่ แม้กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศยังขู่กันเองว่ากลัวจะขึ้นศาลโลกอีกบ้าง ถูกฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงบ้าง เหลวไหลไร้สาระ สื่อ สภาไทยและประชาชน ไม่รู้ข้อมูลว่าตั้งแต่ตั้งมา ยูเอ็นรับเรื่องสองประเทศตีกันไม่ได้ มันขัดกฎบัตร ถ้ารับยูเอ็นล่มไปนานแล้ว
       
       พี่น้องไทยเอ๋ย อย่าแตกกันเอง อย่าหลงกลหลานพญาละแวก บุพการีไอ้เจ้ามูลเมืองเลย
       
       รัฐบาลต้องกล้าทำสิ่งง่ายๆ เช่น แจ้งขอร่วมเป็นเจ้าภาพกับเขมรไม่ทัน ก็แจ้งไปว่าบัดนี้ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช.ของเราได้วินิจฉัยไปว่าอย่างไร ประชาชนของเรารวมทั้งเพื่อนบ้านกำลังเผชิญหน้าตึงเครียดกันจวนจะเกิดสงครามการเมืองและสงครามเพื่อนบ้านอยู่แล้วก็เพราะยูเนสโก
       
       ถ้ายูเนสโกพูดไม่รู้เรื่อง ก็ดูตัวอย่างสิงคโปร์ อเมริกา และอังกฤษที่เคยลาออกจากยูเนสโกไปทั้งนั้น ไม่เห็นจะแปลกหรือน่ากลัวอะไร
       
       ที่น่าแปลกและน่ากลัวยิ่งกว่า คือ อ้ายฮุนเซน มันอวดดี เพราะมันรักชาติ
       
       ในขณะที่ไอ้ผู้นำไทยมันไม่กล้าอวดดี เพราะมันถือคติ ชาติฉิบหายไม่ว่า ขอให้ข้าได้เงิน


 

More about HUN SEN

 

 

Thailand's former prime minister

Exile and the Kingdom

The Economist, October 17th 2009

Sir:

While you continue to provide a valuable space for Mr. Taksin to air his views, you have shown a persistent lack of curiosity about other issues and apparently never asked why the British government revoked his visa and other questions.  Or if you have and the answers are not favorable to Mr. Taksin, you have chosen not to publish them.

You say that he clearly has plenty of money left – enough to retire comfortably out of the reach of Thai law – even after a chunk of his assets worth $2.3 billion that came from the sale of his business holdings to a Singapore’s wealth fund (while he was prime minister and a couple of days after a Thai law was coincidentally passed exempting such a sale from taxes) was frozen.  Have you asked how he earned that money and where he kept it or whether he included it in the law-required declarations of assets when he took political offices?

His statement, “I don’t even kill mosquitoes now,” receives the most prominent emphasis.  I presume you have heard about these events that took place in 2004 when Mr. Taksin was prime minister:  over 2,000 Thais killed during the government campaign to eradicate drug trade; in southern Thailand, 32 killed when the government troops stormed a mosque, 78 perished after a peaceful protest was broken up, and a prominent civil-right lawyer disappeared when he took up the cause of those who no longer could speak for themselves.  And I presume you have heard Mr. Taskin say that the conflict in southern Thailand is a petty-thief problem.

Mr. Taksin also says that political conflicts in Thailand can be fixed overnight.  I would assume you also have heard him say that the notorious traffic jam in Bangkok could be fixed in 6 months and the poverty in Thailand could be eradicated in 6 years.

Lastly, you say that Mr. Taksin enthuses over the benefits of Buddhist meditation and in the same breath say that he is still fuming over his downfall and hell hath no fury like a tycoon dispossessed.  I hope this makes the readers see Mr. Taksin for what he really is, if you have not.

 

Sawai Boonma

 Washington, D. C.

 

สถานการณ์บ้านเมือง & ดวงสนธิ ลิ้มทองกุล

โดย ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

ใครอยู่พรรคประชาธิปัตย์หรือสังกัดพรรคนี้และบังเอิญมาอ่านคำถาม-คำตอบนี้เข้า  ผมอยากให้ส่งข้อมูลไปถึงท่านนายกหรือเฮียมาร์คว่านับแต่นี้ไป ขอให้รัฐบาลสนใจกรณีเขาพระวิหารเป็นพิเศษ   ประชาธิปัตย์จะได้คะแนนท่วมท้นแน่นอนหากสามารถส่งกองกำลังทหารผลักดันเขมรให้ออกไปจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรได้สำเร็จ  กรณีกลุ่มเสื้อแดงขอให้เป็นเรื่องรองลงไป เพราะคนเหล่านี้กำลังประสบผลกรรมที่กระทำไปทีละคนแล้ว  กรณีเขาพระวิหารเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของชาติ  ฮุนเซนหยามแล้วหยามอีก  ล่าสุดก็บอกว่าต่อให้มีอาวุธนิวเคลียร์ก็สู้เขมรไม่ได้   ที่ฮุนเซนพูดเช่นนี้ได้ก็เพราะคนไทยแตกสามัคคี  ฉะนั้น นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะต้องแสดงความเป็นผู้นำให้ประเทศชาติกลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น  ไม่ใช่ถูกวิจารณ์ว่าเหมือนไก่อ่อนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

 

สิ่งที่เป็นอุปสรรคขณะนี้คือการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ซึ่งหลายคนวิจารณ์ว่า ขาดภาวะผู้นำ บ้าง  ไก่อ่อน บ้าง บางคนถึงขนาดวิจารณ์ว่าเป็นนักฉวยโอกาส  กรณีเขาพระวิหารนี้คุณอภิสิทธิ์ยังไม่กล้าตัดสินใจไล่เขมรออกจากพื้นที่ไทยเพราะยังปอดอยู่   แต่เขาคงจะรอให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาจนกระทั่งบานปลาย ค่อยเข้ามาแสดงบทบาทเป็นพระเอกในตอนท้าย  เหมือนๆ กับกรณีที่พันธมิตรประท้วงไล่รัฐบาลทักษิณจนตายและบาดเจ็บไปเป็นจำนวนมาก  แล้วคุณอภิสิทธิ์ก็ค่อยๆ แสดงตัวมาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในรัฐสภาแทนจนได้เป็นนายกอย่างในปัจจุบัน   ตรงข้ามครับ ถ้านายกแสดงภาวะผู้นำได้เด็ดขาดชัดเจนกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเสียงท่วมท้นเลยครับ

คำถาม : อยากให้อาจารย์พยายามอธิบายสถานการณ์บ้านเมืองจากแง่มุมโหราศาสตร์สม่ำเสมอครับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะไปรอดมั้ยครับ?

 

คำตอบ : ผมดูดวงท่านอภิสิทธิ์ แล้วขณะนี้มีราหูเล็งลัคนา  จึงเดินเกมพลาดหรือเสียหน้าบ่อยๆ เพราะศัตรูมีกำลังมาก      ราหูในดวงนายกเดิมตกเรือนวินาศแต่ว่าปีนี้จรมาเป็นเดชตามทักษา ขณะเดียวกัน พฤหัสบดีเดิมเป็นมูละกำเนิดจรมาเป็นมูละ  แม้จะเล็งลัคนาเช่นเดียวกันแต่อยู่ตำแหน่งนิจ  ฉะนั้น  คุณอภิสิทธิ์ก็จะยังมีคนก่อกวนไปตลอด อย่างไรก็ดี ช่วงนี้ แม้จะเสียศักดิ์ศรีอยู่บ้าง ก็จะแก้ปัญหาขายผ้าเอาหน้ารอดไปได้   ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 นี้ไป ราหูซึ่งเป็นดาวที่ทำให้รัฐบาลเฮียมาร์คแก่ป่วนจะยกออกจากราศีมังกร เลิกเล็งลัคนาเข้าราศีธนูซึ่งเป็นเรือนอริ  แปลว่าศัตรูทางการเมืองจะค่อยๆ หมดพลัง  ศัตรูส่วนหนึ่งก็จะเริ่มหมดหรือเจือจางไปด้วย แต่ว่าไม่นานจากนั้น พฤหัสบดีจะยกจากราศีมังกรเข้าราศีกุมภ์วันที่ 15 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นเรือนมรณะ  ผมเข้าใจว่าช่วงนี้จะมีปัญหาในพรรคร่วม ดังนั้น ระหว่าง 16 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป มีสิทธิ์ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่   ถ้ายุบต้นๆ ปีหน้าได้จะดีมากครับ

 

ดูสภาพพวกเสื้อแดงตอนนี้สิครับ อลเวงมาก  ทักษิณถูกรัฐบาลดูไบยื่นเงื่อนไขให้เดินทางออกนอกประเทศหากยังโฟนอินอยู่   ทักษิณจึงต้องจำใจออกจากดูไบไปมอนเตเนโกร ซึ่งอยู่ระหว่างประเทศคอสตาริกาและฮอนดูรัส    ประเทศนี้เป็นประเทศที่ล้าหลังอีกประเทศหนึ่งซึ่งจิตใจผู้คนยังเอาแน่นอนไม่ได้  ถ้าแม้แต่เพียงขัดใจผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าของประเทศ ทักษิณก็จะถูกขับไล่ไสส่งเหมือนสุนัขจนตรอก หนำซ้ำโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียฬ  ภายในประเทศไทยเอง  เสื้อแดงก็กำลังประสบชะตากรรมแตกพ่ายเพราะแพ้ภัยตัวเอง  นอกจากกลุ่มเสื้อแดงจะร่อยหรอลง  ประชาชนรู้ทันมากขึ้นเพราะกระแสอิทธิพลเอเอสทีวีและสื่อพิมพ์ในเครือผู้จัดการ    แกนนำกลุ่มเสื้อแดงกำลังแตกอย่างน้อยเป็น 2 ก๊ก  ก๊กหนึ่งคือพวกสามเกลอ   อีกก๊กคือกลุ่มอีเพ็ญ  ยากจะประสานให้เป็นหนึ่งได้

 

การจำคุก ดา ตอร์ปิโด คือการเชือดไก่ให้ลิงเสื้อแดงรู้ว่านั่นคือชะตากรรมที่พวกเขาจะต้องเจอจุดจบ แกนนำเสื้อแดงในที่สุดจะถูกรวบหมด แม้กระทั่งเนวิน ชิดชอบ  ก็จะถูกคดีกล้ายาง, คดีบุกรุกที่รถไฟและคดีหวยบนดินเล่นงานจนไม่อาจอยู่เมืองไทยได้....นี่แหละครับ  กฎแห่งกรรมกำลังคลี่คลายทุกอย่างให้ลงตัว

 

การที่ประเทศไทยยังมีความเคลื่อนไหวเตะถ่วงความเจริญไปอย่างนี้ก็เพราะว่าเงิน ๗ หมื่นกว่าล้านยังคาราคาซังอยู่     แว่วมาว่าใครช่วยให้เงินดังกล่าวนี้ไม่ถูกรัฐยึดกลับคืนสู่เจ้าของ  จะมีการแบ่งจ่ายให้ถึงสองหมื่นล้านบาท อาจเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง นายกอภิสิทธิ์จึงมีศัตรูทั้งนักการเมือง  ตำรวจและทหารนอกแถวไม่รู้จักหมดสิ้น    ผมคิดว่าถ้ารัฐสั่งยึดทรัพย์ให้รู้แล้วรู้รอดไป ปัญหาก็คงจะหมดหรือเบาลง

 

เดือนที่แล้วผมบอกผิดครับว่า เสาร์ของหน้าเหลี่ยมจะจรมาเป็นกาลกิณีโยคดาวจันทร์เดิมซึ่งเป็นกาลกิณี ในช่วงปลายสิงหาคม ความจริงเสาร์แกจรมาเป็นมูละตามทักษาครับ ดาวเสาร์นี้จะย้ายวันที่ 30 กันยายน 2552  เวลา 14:33 น. ไม่ใช่ปลายสิงหาคมครับ  ผมมีดวงนักการเมืองที่นั่งตรวจสอบดูบ่อยๆ หลายคนเลยสับสนไปหน่อย ที่ผมเก็บดวงนักการเมืองมาดูก็เพราะอยากรู้ว่าใครจะเข้าคุกและเข้าปีไหน  ใครจะเป็นมะเร็งกัน  อย่างไรก็ตาม ในดวงหน้าเหลี่ยมเมื่อสิ้นกันยายนนี้ เสาร์ก็ยังจะโยคจันทร์เหมือนเดิม หน้าเหลี่ยมจะถูกดาวเสาร์บีบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมไปราว 2 ปีครึ่ง (กระทั่งถึงวันที่ 7 กันยายน 2555)  หลังจากพวกหางแดงทำอะไรไม่ได้  หน้าเหลี่ยมก็ยิ่งแต่จะออกอาการเครียดหนักมากยิ่งขึ้น แล้วต่อมน้ำเหลืองในร่างจะบานปลาย ตามหลักโหราศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่มะเร็งต่อมลูกหมากอย่างเดียว แต่เป็นมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองด้วย... ปีหน้าจะหายเงียบไปจากสังคมเหมือนสมัคร สุนทรเวชในเวลานี้ด้วยปัญหาสุขภาพและจบชีวิตการเมืองเท่านั้น  ส่วนพวกหางแดง เมื่อไม่มีเงินมาสนับสนุน อีกส่วนหนึ่งก็จะจางหายไปจากการเมืองข้างถนน ขณะที่อีกส่วนต้องเข้าคุกเข้าตาราง  ส่วนในดวงเมือง ขณะนี้ ดาวเสาร์ยังตรีโกณดาวอาทิตย์ที่กุมลัคนาดวงเมืองอยู่  ดาวเสาร์นี้จะย้ายไปเข้าเรือนอริแก่ลัคนาตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2552  ตอนนี้  เสื้อแดงดูคักคักหน่อยเพราะดาวอังคารโคจรมาอยู่เรือนสหัชชะของดวงเมืองโยคกับดาวอาทิตย์คู่ศัตรูในชะตาเดิมที่กุมลัคนาที่ราศีเมษ   แต่ว่าเลยวันที่ 2 ตุลาคมก็คงค่อยๆ สงบไปครับ  ถึงมีการจัดชุมนุมก็ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว บ้านเมืองเราผ่านจุดวิกฤติที่สุดมาแล้ว ไม่มีทางที่จะย้อนกลับไปสู่สมัยสงกรานต์เลือดอีกแล้ว     ต่อไปก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ

คำถาม : ดิฉันเห็นอาจารย์วิจารณ์ดวงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและทักษิณ ชินวัตรอยู่บ่อยๆ  อยากเรียนถามในฐานะพันธมิตรว่าเคยผูกดวงคุณสนธิ ลิ้มทองกุลหรือปล่าวค่ะ? ถ้าเคย   คุณสนธิมีเกณฑ์จะเป็นนายกหรือปล่าวคะ

 

คำตอบ: ผมไม่เคยรู้จักคุณสนธิเป็นส่วนตัว  เคยแต่ฟังปราศรัยเหมือนพันธมิตรทั่วไป   เอาคร่าวๆ หยาบๆนะครับ  โดยพื้นดวงคุณสนธิ ลิ้มทองกุลเดิม ลัคนาสถิตย์ราศีเมษ  มีดาวเกตุกุมลัคนา  อาทิตย์เป็นนิจกุมพุธซึ่งเป็นดาวคู่วิชาการที่ราศีตุลย์เล็งลัคนา  จันทร์อยู่ภพปุตตะที่ราศีสิงห์ เสาร์เป็นประกุมอังคารซึ่งเป็นนิจที่ราศีกรกฎ  มฤตยูโยคลัคนาที่ราศีเมถุน ศุกร์เป็นประกุมพฤหัสบดีซึ่งตกตำแหน่งมหาจักรทว่าอยู่เรือนมรณะที่ราศีพิจิก   ราหูอยู่เรือนกุฏุมพะเป็นศูนย์พาหะลัคนา  โดยมีอาทิตย์ซึ่งสถิตตำแหน่งนิจเป็นตนุเศษ และมีอังคารคู่ศัตรูดาวอาทิตย์ซึ่งอยู่ตำแหน่งนิจเป็นตนุลัคน์  ดูดวงโดยทั่วไปสิครับ:-

 

โดยนิสัยใจคอ คุณสนธิจัดเป็นคนประเภทดันทุรังมากและใจร้อน หยิ่งในศักดิ์ศรีตัวเอง  ถ้าอยากทำอะไรหรือคิดทำอะไร  ใครก็ฉุดไม่อยู่ ยิ่งเวลาโกรธมาเหมือนพายุบุแคม   ราหูเป็นกาลกิณีอยู่เรือนกุฎุมพะแปลว่าขาดวินัยในการจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ  พอใจอะไรจะทุ่มซื้อหรือทุ่มจ้าง ทำได้เต็มที่  แต่โชคดีที่ดาวพฤหัสบดีอยู่ตำแหน่งมหาจักรที่ราศีพิจิก  ดาวพฤหัสบดีนี้ตกเรือนมรณะและมาจากเรือนวินาศลัคนา ดังนั้น ก็เท่ากับลบกับลบได้เป็นบวก  ดาวพฤหัสบดีซึ่งอยู่ตำแหน่งเป็นมหาจักรจึงฟื้น ฉะนั้น คุณสนธิจึงกล้าเอาทรัพย์สินมาทุ่มสู้กับระบอบทักษิณเพราะอิทธิพลดาวพฤหัสบดีที่ฟื้นนี้เอง   

 

คนมีดาวอาทิตย์เป็นนิจเป็นนายกไม่ได้หรอกครับ งานที่เหมาะที่สุดก็คืองานพ่อค้าหรือธุรกิจเอกชนที่ตัวเองทำขึ้นเสียมากกว่า  ในดวงจะเห็นว่าราหูโยคหน้าลัคนาและมีดาวพุธซึ่งเป็นดาวสื่อสารเล็งลัคนากุมอาทิตย์อยู่ด้วย คนมีดวงอย่างนี้แปลว่าจะปฏิวัติเรื่องการสื่อสารครับ   ดังนั้น  เอเอสทีวีจึงถือกำเนิดขึ้นมาและถือว่าเป็นสื่อที่ถูกคุณสนธิปฏิวัติขึ้นมา   จะเห็นว่าทีวีช่อง 3, 5, 7, 9, 11 หรือฟรีทีวียิ่งประชาชนดูยิ่งโง่เขลาเบาปัญญาลง เพราะคนบริหารไม่ได้พยายามสร้างปัญญาให้คน   ไม่ได้พยายามตีแผ่ว่านักการเมืองทุจริตอย่างไร   ไม่ได้พยายามชี้นำว่าวัฒนธรรมพุทธที่ดีมีคุณค่าควรเป็นอย่างไร   ไม่ได้พยายามใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ในทางศีลธรรมอย่างที่ควรจะเป็น   ไม่ได้ใช้สื่อที่มีกระตุ้นให้คนรักชาติและหวงแหนแผ่นดินไทยที่บริเวณรอบเขาพระวิหาร   ฯลฯ  แม้หนังสือพิมพ์ทั้งไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด มติชน มติชนสุดสัปดาห์   สยามรัฐ ฯลฯ เมื่อเทียบกับหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการจึงเทียบกันไม่ได้เลย  ซื้อไปก็เท่านั้นครับ ผมขอแนะนำให้เลิกซื้อครับ  ผมเลิกซื้อมาสิบกว่าปีแล้วครับ 

 

ดวงคุณสนธิเป็นดวงคนฉลาดทันคน เพราะ 1.พฤหัสบดีซึ่งตกตำแหน่งมหาจักรฟื้น 2.พุธกุมอาทิตย์คู่วิชาการที่ราศีตุลย์ 3.ราหูตกตำแหน่งนิจแต่ว่าเป็นกาลกิณีเป็นศูนย์พาหะนำลัคนา  ผมสงสัยว่าในชีวิตส่วนตัวคุณสนธิคงมีที่ปรึกษาน้อยเพราะฉลาดทันคนไปเสียทุกเรื่องจนไม่จำต้องมีใครให้ปรึกษาง่ายๆ  คนจะเป็นที่ปรึกษาให้คุณสนธิได้ต้องมีไหวพริบปฏิภาณ  รู้ในสิ่งที่คุณสนธิรู้และรู้ดีในสิ่งที่คุณสนธิไม่รู้  ต่างจากดวงคุณอภิสิทธิ์นะครับ ดาวพฤหัสบดีเป็นราชเกณฑ์หรือราชาโชค แต่ว่าดาวราหูตกตำแหน่งวินาศลัคนา   คุณอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะจึงรู้ทันคนแต่ไม่ค่อยมีเหลี่ยม  ใจไม่ถึงพอ    ถ้าจะปราบคนชั่วต้องให้คนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุลมาวางแผนจัดการ   ตามปรกติราหูบ่งชี้ว่าฉลาดในลักษณะแกมโกง ทันเล่ห์เหลี่ยมคน แต่บังเอิญว่าราหูคุณสนธิเป็นนิจ   พฤหัสบดีฟื้นและดาวเกตุซึ่งเป็นดาวศาสนาและไสยศาสตร์กุมลัคนา จึงเกลาความเป็นกาลกิณีและเอาความฉลาดมาใช้ทางสร้างสรรค์ได้  โบราณบอกว่าเกตุกุมลัคนาหมายถึงเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าคุณสนธิปฏิบัติวิปัสสนาเนืองๆ อานุภาพธรรมะหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมคุ้มครองทุกเมื่อ

 

ตอนนี้ คุณสนธิมีดาวบาปเคราะห์บีบลัคนาทั้งซ้ายขวา แต่เป็นการบีบหลวมๆ (โดยปรกติ พระเคราะห์บีบลัคนาซ้าย-ขวามักหมายถึงดาวเดิมบีบหน้าหลังลัคนา) กล่าวคือในชะตาเดิมมีดาวราหูนำหน้าลัคนาอยู่เรือนกุฎุมพะและมีดาวมฤตยูจรมาที่ราศีมีนซึ่งเป็นเรือนวินาศลัคน์แต่โยคราหูซึ่งเป็นศูนย์พาหะนำหน้าลัคนาและตรีโกณเสาร์และอังคารที่ราศีกรกฎ   สอนกันแต่โบราณว่า ทายเหตุอาเพทให้ทายมฤตยู  เมื่อมฤตยูถึงราหูอย่างนี้  อย่างน้อยก็ทำให้เจ้าตัวอึดอัดกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่  เช่น มีเรื่องเขย่าขวัญ มีเรื่องกลุ้มใจ มีเหตุให้ตกใจหรือลอบประทุษร้าย  มฤตยูจะอยู่ตำแหน่งนี้ราว   7 ปี  กล่าวคือจรเข้าราศีมีนตั้งแต่ 22 มีนาคม 2552 และจะอยู่แนบลัคนาไปถึง 6 มีนาคม 2559  กว่าจะจรออก คุณสนธิก็จะมีอายุปาเข้าไป 68  ปี   และที่ต้องระวังก็คือคุณสนธิจะเจอดาวเสาร์บีบตั้งแต่อายุ 64 ปีขึ้นไป เสาร์จะยกเข้าราศีตุลย์เล็งลัคนาตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2554 และจะอยู่ตำแหน่งนี้ 2 ปีครึ่ง  แม้จะมีดาวพฤหัสบดีจรไปทับลัคนาด้วยเป็นบางช่วง แต่ก็ระยะสั้น

 

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดซึ่งสามารถเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้าก็คือหันไปปฏิบัติธรรมะยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะการเก็บตัวฝึกวิปัสสนามากยิ่งขึ้น  จำกัดการเดินทางไปในที่เสี่ยงอันตรายลงเพราะดาวเสียในชะตาเดิมคือราหูซึ่งเป็นศูนย์พาหะนำลัคนา   ราหูหมายถึงโมหจริต   ถ้าฝึกวิปัสสนาหรือใช้ชีวิตไปสนทนาและปฏิบัติธรรมกับพระป่า   โมหะจะเจือจางและลดลง  รวมทั้งจะเปิดตาที่สาม (หมายถึงเข้าใจธรรม) ได้เร็วขึ้นด้วย  เพราะวิปัสสนา (ปัญญา)กับโมหะเป็นปฏิปักข์ต่อกัน  ขณะเดียวกัน ดาวที่จะส่งผลกระทบต่อคุณสนธิในอีกสองปีกว่าข้างหน้าคือดาวเสาร์   โหรโบราณเตือนไว้ว่า เสาร์ทับลัคน์ทับจันทร์จะพลันร้าย เกิดวิบัติฉิบหายลูกเมียหนีเสาร์ไม่ถึงกับทับลัคน์แต่จะจรมาเล็งลัคนา   วิธีแก้ดาวเสาร์ก็คือฝึกสมถะอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นนิสัยไว้รับมือ  โดยเฉพาะอาณาปานสติ  ฝึกให้เป็นกิจวัตรนับแต่บัดนี้แล้วอิทธิพลดาวเสาร์จะเจือจาง ท่านเคยสงสัยมั้ยครับทำไมดาวเสาร์จึงทำให้คนสูญเสียอะไรไปมากมาย? ตำราโหรบอกว่าจะเสียกระทั่งคู่ครอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน มิตรสหายหรือทรัพย์สิน? คำตอบก็คือดาวเสาร์เป็นดาวบาปเคราะห์ที่โคจรช้า สันสกฤตเรียกดาวเสาร์ว่าศนิ คัมภีร์สันสกฤตอธิบายว่า ศนเย กฺรมติ สะ (ดาวใดเคลื่อนไหวช้า ดาวนั้นเรียกชื่อว่าศนิ) 

 

เมื่อดาวเสาร์เคลื่อนตัวช้าก็เป็นตัวแทนความจุกจิก  ลังเล  คิดมากหรือวิตกจริตเกินเหตุ  เมื่อดาวเสาร์เล็ง กุมหรือทับลัคนา  จะทำให้เจ้าชะตาเกิดวิตกจริตเกินเหตุ  ผลที่ตามมาก็คือทำให้การตัดสินใจต่างๆ ขาดความรัดกุม ดังนั้น  คนถูกดาวเสาร์เล่นงานจึงมักหลุดจากตำแหน่ง (เพราะวิตกจริตจนไม่ระวังการพูดการจาหรือการกระทำของตัวเองแล้วไปทำสิ่งที่ผิดพลาดเข้า)   จุกจิกจนทะเลาะกับคนรักจนต้องเลิกต่อกัน  ทะเลาะกับเพื่อนฝูงเพราะไปจู้จี้มากเกินไป  สรุปก็คือคนถูกดาวศนิให้โทษ  จะเกิดความวิตกจริตสสูงมาก  ถ้าคุณสนธิสามารถฝึกอานาปานสติจนเป็นนิสัยจนเกิดความชำนาญ  เข้าสมาธิเมื่อไหร่ก็ได้ จิตจะอยู่กับปัจจุบันขณะได้มาก  ดาวเสาร์จะลดความน่ากลัวลง ชีวิตก็ได้รับผลกระทบน้อย   นี่คือวิธีแก้กรรมโดยธรรมชาติตามพุทธประเพณี   อย่าไปเชื่อหมอดูกระบือๆ ในเมืองไทยจำนวนมากที่คอยแนะให้หลงไหว้ราหู   ไหว้ดาวเสาร์อย่างไร้สาระ    หมอดูพวกนี้เหมือนกระบือนั่นแหละครับ  ตัวเองโง่แล้วยังทะลึ่งเอาความโง่ไปเผื่อแผ่คนอื่น  ราหูคือโมหะ  ดาวเสาร์คือวิตกจริต  มีแต่ คนโง่ เท่านั้นที่จะไปสอนชาวบ้านเขาให้บูชาโมหะและวิตกจริต   

 

ถ้าคุณสนธิฝึกจิตทั้งสมถะและวิปัสสนาได้จนจิตนิ่ง  ทั้งดาวเสาร์และราหูก็ทำอะไรไม่ได้ครับ      ถึงเป็นหัวหน้าพรรคก็ไม่ควรคาดหวังตำแหน่งใดๆ เพราะจะทำให้ตกเป็นเป้าในการถูกลอบประทุษร้าย  คุณสนธิควรผันตัวเองไปเป็นธรรมาจารย์   ศึกษาธรรมะจากพระไตรปิฎกและนำเนื้อหามากระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจศีลธรรมและตัวเองก็ปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ  กลายเป็นแม่ทัพในกองทัพธรรมจะดีกว่าและจะมีคนฟังมาก โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตร   พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ธมฺโม หเว รกฺขติ  ธมฺมจารึ (ขุ.วิมาน.26/332/314) แปลว่า ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม  เมื่อคุณสนธิมายืนอยู่ในฐานะผู้เผยแผ่ธรรม    ผู้ที่หวังประทุษร้ายทั้งหลายก็ทำอะไรไม่ได้   ชีวิตจะไม่อยู่ปราศสติในบั้นปลายชีวิต  คนมุ่งร้ายคุณสนธิก็จะฉิบหายไปเอง เพราะผู้ประทุษร้ายต่อบุคคลที่ไม่ประทุษร้าย มักประสบวิบัติตามมาเสมอ

 

แต่มีอย่างหนึ่งที่คุณสนธิควรออกมาพูด เรื่องอื่นอาจให้แกนนำพันธมิตรท่านอื่นๆ ออกไปลุยหรือทำความเข้าใจแก่ประชาชน แต่เรื่องนี้สำคัญและจำเป็นต้องให้คุณสนธิเป็นหัวเรือหลักในการพูด เพราะพันธมิตรทั่วประเทศซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากฟังคุณสนธิมากกว่าใคร นั่นคือการพูดเพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลและประชาชนลุกขึ้นมาสู้ทวงดินแดน 4.6 กิโลเมตรจากประเทศกัมพูชา เพราะประเทศไทยดูเหมือนจะพ่ายแพ้กัมพูชาในเวทีศาลโลก ถ้าประชาชนพากันลุกฮือขึ้นมา จนในที่สุด รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีนโยบายเด็ดขาดในการใช้กำลังทหารขับไล่กองทัพกัมพูชาให้พ้นไปจากดินแดนไทยและประเทศไทยก็ได้ผืนแผ่นดินที่ถูกยึดครองกลับมา ชื่อเสียงคุณสนธิและพรรคการเมืองใหม่จะงดงามไพบูลย์ แม้ผมจะไว้ใจในคุณธรรมคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่คุณอภิสิทธิ์เติบโตในครอบครัวดีพร้อม อะไรทั้งทีก็รีรอ คิดหน้าคิดหลังมากไปรอบทิศ กระทั่งขาดลังเลหรือภาวะผู้นำ อย่างนี้สู้ฮุนเซนไม่ได้หรอกครับ กรณีเขาพระวิหารนี้ ประเทศต้องการแม่ทัพประเภทใจถึงมากกว่านายกซึ่งมีหัวใจออกจะนิ่ม

 

ที่ผมต้องพูดอย่างนี้เพราะในพื้นดวง คุณสนธิมีดาวราหูเป็นศูนย์พาหะนำหน้าลัคนา ซึ่งหมายถึงเป็นคนประเภทดันทุรังไม่เลิก กล้าได้กล้าเสีย ขณะเดียวกัน มีดาวพฤหัสบดีฟื้นซึ่งตกตำแหน่งมหาจักร (เหมือนพระเจ้าตาก) จึงมีสติปัญญาและปฏิภาณไหวพริบ รู้ทันเกมต่างๆ ที่กัมพูชาพึงมี คนมีดวงอย่างนี้เหมาะจะเป็นแม่ทัพนำหน้าคนเพราะถ้าไม่ชนะไม่กลับบ้าน การลุกขึ้นมาครั้งนี้ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์ทางจอทีวีนะครับ ผมหมายถึงระดมพันธมิตรให้ชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงหรือสะพานมัฆวานรังสรรค์ ใกล้ทำเนียบเพื่อพูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะและหาทุนสมทบเอเอสทีวีด้วย จะเป็นการเปิดตัวหาเสียงที่ยิ่งใหญ่ของ พรรคการเมืองใหม่ ด้วย การชุมนุมประท้วงโดยมีเป้าที่จะปลุกคนไทยให้ตื่นเรื่องกัมพูชารุกล้ำประเทศไทยจะทำให้คนไทยหันมาสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ทวีคูณ

 


 

ที่มา : www.bodhinanda.com 

 

ดวงบ้านดวงเมือง

โดย ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

 
         ฤกษ์ดวงเมืองซึ่งเป็นฤกษ์ที่วางเสาหลักเมืองรัตนโกสินทร์ตรงกับอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น. ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ลัคนาสถิตราศีเมษ เกาะนวางค์ที่ 4  ตรียางค์ที่ 1  นักษัตรฤกษ์ที่ 2 หมู่ดาวภรณี  มหัทโนฤกษ์  ฤกษ์นี้เป็นพระฤกษ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเลือก หลังจากที่ทรงปราบขบถจลาจลที่กรุงธนบุรี แล้วประชาชนได้กราบทูลเชิญพระองค์ขึ้นปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อ 6 เมษายน 2325 จากนั้น ถึง 21 เมษายนศกเดียวกันก็ทรงโปรดให้วางเสาหลักเมือง   เสาหลักเมืองนี้ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ สูงประมาณ 108 นิ้ว ปลายเสาบรรจุรายละเอียดดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ใหม่นี้เอาไว้ 
           ข้อน่าสังเกตก็คือพระฤกษ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเลือกเป็นดวงเมืองนี้ ทรงมีพระราชประสงค์ให้กรุงรัตนโกสินทร์ได้ประโยชน์เชิงบวกจากอิทธิพลดาวต่างๆ ล้อมรอบโลกเต็มที่ แม้ระยะที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้วางเสาหลักเมืองจะห่างช่วงปราบดาภิเษกไม่กี่วัน ทว่าก็ได้มหาพิชัยฤกษ์ มีดาวสุภเคราะห์อยู่ตำแหน่งให้คุณมาก  ด้วยทรงเลือกวันที่ดวงอาทิตย์เป็นมหาอุจน์ในราศีเมษและได้ดาวพฤหัสบดี ดาวคุณธรรมใหญ่ที่สุดสถิตตำแหน่งสวเกษตรคือราศีธนู อ่านว่ากรุงรัตนโกสินทร์นี้จะมั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์ ประชาชนเจริญด้วยศิลปวิทยา ส่งเสริมให้คนตั้งมั่นในศีลธรรมและมีเมตตากรุณาสูง มุ่งให้คนดีมีศีลธรรมนำปกครองบ้านเมือง และมีกำลังกาย-ใจกล้าแข็งในการบริหาร ถึงไพรีมีกำลังกล้าแข็งก็ยึดเมืองไม่สำเร็จ 
          อาจเพราะมีดาวคุณธรรมเข้มแข็งคุ้มครองนี้กระมัง เมืองไทยแม้ถูกทัพพม่า ๙ ทัพรุกราน ถูกชาติตะวันตกซึ่งมีสรรพาวุธเหนือกว่าหลายเท่าพยายามเข้ายึดแต่ก็เสียแค่อาณาเขต และรอดจากการเป็นเมืองขึ้นหลายครั้ง  ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นเป็นอัศจรรย์ที่บ้านเมืองรอดจากการเป็นเมืองขึ้นอย่างปาฏิหาริย์จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ปั้นเทวรูปทองคำขึ้นองค์หนึ่งแล้วถวายพระนามว่า "พระสยามเทวาธิราช" เพื่อเป็นตัวแทนบรรดาเทพเจ้าที่คอยอภิบาลบ้านเมืองให้คนไทยทั้งปวงได้กราบไหว้บูชา 
             เพราะทรงเลือกเอาฤกษ์ที่มีดาวคุณธรรมคุ้มครองกล้าแข็ง คนมีจิตละโมบ เล็งเห็นแต่ประโยชน์ตนหรือมีชีวิตที่ขาดศีลธรรมมากจะก้าวเข้ามานำบริหารบ้านเมืองได้ยาก พูดภาษาดวงก็คือคนที่มีดาวเสียทางโหรา ศาสตร์ (อันเกิดจากกรรมไม่ดีในอดีต) ยากจะก้าวมาเป็นใหญ่ได้  ถ้าคนเหล่านี้เข้ามาก็จะอยู่ไม่นาน   ดาวคุณ ธรรม (อำนาจบารมีพระสยามเทวาธิราชหรือบุรพมหากษัตริย์ซึ่งรักษาเมือง) จะผลักให้ลงจากตำแหน่งในที่สุด 
           จุดเด่นอีกประการของดวงเมืองก็คือมีดาวจันทร์(2) เป็นเกษตร จันทร์เป็นธาตุน้ำมีลักษณะยืดหยุ่นเมื่อใช้อธิบายกับคนก็คือผู้คนรู้จักประนีประนอมกันบ้านเมืองก็อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว พืชพันธุ์ธัญญาหารดกดื่น ถึงจะแล้งในบางพื้นที่ก็จะมีอีกหลายพื้นที่สามารถผลิตพืชผลเกษตรเลี้ยงคนทั้งประเทศได้  คนไทยจะยังรักกันเหนียวแน่นดี  ถึงมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งระดับประเทศจนก่อม็อบเป็นช่วงๆ  ความที่จันทร์เป็นธาตุน้ำ  มีลักษณะยืดหยุ่นอยู่ตำแหน่งสวเกษตร คนไทยก็จะประนีประนอมและสามัคคีได้ในที่สุด   
            ดวงเมืองยังให้นัยว่าผู้จะเป็นผู้นำ ในการบริหารเพื่อกุมชะตากรรมให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองได้ดังปรารถนาต้องมีเสาหลัก 3 ประสาน กล่าวคือ 1.พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเหล่าขุนศึกหรือทหารผู้จงรักภักดีและมือสะอาด (อาทิตย์ในราศีเมษ) 2.ปัญญาชน, ข้าราชการ, ครูอาจารย์หรือนักวิชาการผู้มีคุณธรรม (พฤหัสบดีในราศีธนู) และ 3.ชนชั้นกรรมกรหรือกลุ่มผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย (ดาวเสาร์ซึ่งสถิตราศีธนู) พูดง่ายๆ ก็คือผู้จะเป็นนายกในอุดมคติสำหรับกรุงรัตนโกสินทร์ก็คือขุนศึก (ทหาร) หาไม่ก็ปัญญาชน/ข้าราชการที่มีคุณธรรมสูงหรือตัวแทนจากพรรคกรรมกร ส่วนพ่อค้าที่แอบบริหารธุรกิจอยู่ลับๆ หรือแอบใช้อำนาจหน้าที่ช่วยเหลือธุรกิจญาติโกโหติกาอยู่พึงรู้เถิดว่าดวงเมืองห้ามไว้ ถ้าเข้ามาดำรงตำแหน่งบ้านเมืองจะโกลาหล ดูได้จากราหู (8) ซึ่งโหราศาสตร์ถือว่าเป็นตัวแทนพ่อค้าไปตกทุสถานคือภพวินาศ (12) ในราศีมีน 
..............................
              อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ข้อดีดวงเมืองก็คือแม้ดวงเมืองจะเสียเพราะเสาร์โคจรมาทับจันทร์ในราศีกรกฎ แต่ก็ยังมีดาวคุณธรรมสูงสุดคือดาวพฤหัสบดีโคจรมาอยู่ราศีตุลย์เล็ง 180 องศากับดาวอาทิตย์ในราศีเมษช่วย   ว่ากันตามภาษาโหร ดาวพฤหัสบดีนี้แหละครับที่ช่วยประคองเมืองมิให้เซมาก โหราศาสตร์ถือว่าเป็นตัวแทนพระสยามเทวาธิราชหรือคนดีมีศีลธรรมที่ช่วยพยุงสถานการณ์อยู่ขณะนี้  พูดอีกนัยก็คือแม้บ้านเมืองจะถูกดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวร้ายที่สุดในบรรดาดาวบาปเคราะห์เบียดเบียฬ ก็ยังได้รับการคุ้มครองจากดาวพฤหัสบดีซึ่งเป็นดาวสุภเคราะห์ที่ใหญ่สุดเหมือนกัน ดังนั้น สถานการณ์การเมืองไทยหลัง 10 สิงหาคม 2550  ไปแล้วจะดีขึ้น 
             ส่วนราหูนั้นถ้าอยู่ตำแหน่งให้ผลลบ จะทำให้คนในบ้านเมืองมัวเมาในกามราคะเมาในอบายมุข, หลงตนว่ายิ่งใหญ่เหนือคนอื่นแล้วทำอะไรก็ได้ (ไม่เว้นแม้แต่เรื่องผิดศีลธรรม) หลงเห็นผิดเป็นชอบ เช่น เห็นอบายมุขหรืออาชีพผิดศีลธรรมว่าชอบตามหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย    ในดวงเมือง ราหูสถิตราศีมีนร่วมพุธและศุกร์  ศุกร์เป็นดาวการเงินและความรัก  เมื่อมีราหูร่วมราศี ที่จริงก็ควรจะเจออาการหนัก ถ้าดวงนี้เป็นคนก็ยากจะได้เจอคู่รักและแต่งงาน พบใครแล้วก็ต้องพรากจาก  มีอันต้องเลิกกันหรือจากกันไปตลอด
             แต่บังเอิญว่าเมื่อดูสมผุสดาว   ราหูแค่ร่วมราศี  ไม่ได้ร่วมนวางค์  อิทธิพลจึงไม่ร้ายแรง  เราจึงอ่านได้ว่าในประเทศไทยการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่คน เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลคงมีทุกยุคสมัย จะโกงมากน้อยแล้วแต่จิตสำนึกของพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  ปรกติ ถ้าราหูแผลงฤทธิ์เต็มที่ คนในชาติจะมัวเมาลุ่มหลงจนวุ่นวายไปทั่ว แต่บังเอิญว่าราหูตกภพวินาศ อำนาจจึงเบาลง ประเทศไทยจึงไม่ถึงกับล่มจมแต่จะมีปัญหาเงินคงคลังเรื่อยๆ ประชาชนก็จะทะเลาะกันแล้วกลับมาคืนดีกันไปอย่างนี้เรื่อยๆ ราหูจรยกเข้าทับพุธและศุกร์ในดวงเมืองตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2546 เวลา 15.00 น.  อันเป็นช่วงที่ ดร.ทักษิณเป็นนายก   
..................
            จะป้องกันมิให้บ้านเมืองมีปัญหาจากราหูตามหลักพุทธ  ต้องรู้ว่าธรรมะที่ตรงข้ามราหูหรือโมหะคือปัญญา   ผู้นำรัฐบาล, รัฐมนตรี, ข้าราชการ, นักปราชญ์ราชบัณฑิตตลอดจนพระสงฆ์ทั้งหลายต้องสร้างกระแสให้ประชาชนพัฒนาปัญญา, รู้จักแยกแยะบุญ/บาป, อาชีพใดเทาก็ใช้ปัญญาไต่สวนให้เห็นดี-ชั่วจนกระจ่างแล้วจัดระเบียบ, ไม่ส่งเสริมธุรกิจที่มอมเมาคนในประเทศ, ลดอบายมุขที่ทำให้ผู้คนพลัดจากวิถีชีวิตพอเพียง,ชำระราย การโทรทัศน์มิให้มอมเมาประชาชนให้ฟุ้งเฟ้อและบ้าวัตถุนิยม ถ้าคนส่วนใหญ่มีปัญญาแยกแยะดี/ชั่วก็จะสามารถขวางคนชั่วมิให้ใช้อบายมุขมาครอบงำคนส่วนใหญ่ในประเทศได้  ปัญหาอันพึงมีจากราหูก็ลดไป อย่างไรก็ดี ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว ราหูยกออกจากราศีมีนเข้าภพลาภะในราศีกุมภ์ของดวงเมืองตั้งแต่ 29 กันยายน 2549 เวลา 14.35 น.  
             ผมขอสรุปว่าแม้ขณะนี้บ้านเมืองดูเหมือนสับสนเพราะดาวเสาร์กำลังทำหน้าที่ของมัน เราควรอุ่นใจได้เปลาะหนึ่งว่าฤกษ์ดวงเมืองได้รับการเลือกวันเวลาที่แข็งและมีพระสยามเทวาธิราช (หรือบูรพพระมหากษัตริย์) ป้องกันมิให้คนมีคุณธรรมน้อยมานำบริหาร เมื่อใดดาวเสาร์ทำหน้าที่ของมัน บ้านเมืองอาจเกิดปัญหา มีม็อบหรือชุมนุมประท้วง
            มอยากให้คิดเสียว่าดาวเคราะห์ที่ว่ากำลังช่วยชะล้างให้การเมืองสะอาด ดังผมได้กล่าวข้างต้นแล้วว่าบ้านเมืองหรือกรุงรัตนโกสินทร์นั้นโดยตัวมันเองไม่ดีไม่ชั่ว บ้านเมืองก็เหมือนบ้านที่เราอยู่อาศัย จะดีจะเลวขึ้นกับผู้อยู่อาศัย  ถ้าคนเข้าอยู่บ้านไม่ดี บ้านก็วิกฤติ  เมื่อคนไม่ดีออกไป  บ้านก็หมดปัญหา  เรื่องก็มีเท่านี้ 
              แต่ที่น่าห่วงก็คือตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2549 ปีที่แล้ว ดาวพฤหัสบดีได้เลิกเล็งอาทิตย์ ยกเข้าภพมรณะในราศีพิจิกซึ่งมีอังคารเป็นเกษตร  เวลา 14.48 น. และจะอยู่ราศีพิจิกนี้ 1 ปี  ถึง 16 พฤศจิกายน 2550 จะยกเข้าราศีธนูเวลา 15.11 น. โหราศาสตร์ถือว่าดาวพฤหัสบดีหมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่ผู้มีคุณธรรมที่ประชาชนเคารพนับถือ (ทั้งพระทั้งฆราวาส) ที่สั่งสอนให้ประชาชนจำนวนมากได้ที่พึ่งธรรมและรู้แบบแผนดำเนินชีวิตที่ดี ระหว่างดาวพฤหัสบดีย้ายเข้าภพมรณะทับอังคารซึ่งเป็นสวเกษตรในราศีพิจิกเป็นระยะหนึ่งปีนี้ อาจมีชาวบ้านหรือพระสงฆ์ที่คนไทยนับถือมากเสียชีวิตหรือมรณภาพลง เป็นเหตุให้คนจำนวนมากรู้สึกวิกฤติและเศร้าสลดว่าหมดที่พึ่งที่สำคัญอีกหลายท่านอย่างน่าเสียดาย
            ดูดวงท่าน ดร.ทักษิณและดวงเมืองประกอบแล้ว    ท่านน่าจะถูกประกาศตัดสินความผิด และถูกตัดสินจำคุก หลังจากดาวเสาร์ย้ายจากราศีกรกฎเข้าสู่ราศีสิงห์ในดวงของท่านตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไป และยากที่จะหวนกลับสู่เวทีการเมืองอีก หลังจากนั้น บ้านเมืองก็จะเข้าสู่ภาวะที่สงบ ยิ่งเมื่อถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ดาวพฤหัสบดียกเข้าสู่ภพสุภะในดวงเมือง เป็นเวลาหนึ่งปี ระยะนี้ บ้านเมืองจะเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น.
 
ที่มา : www.bodhinanda.com (เขียนเมื่อ 20 มกราคม 2550)
หมายเหตุ : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี (เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551) ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินจากกองทุนเพื่อการฟื้นและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท  ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122
 
 

เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวผ่านสายตา ศ. แมนเฟรด คราเมส 

 

ในบรรดาสายตาแห่งความชื่นชมของชาวโลกที่มีต่อพระองค์ สายตาคู่หนึ่งในจำนวนนับล้านนั้นเป็นของศาสตราจารย์แมนเฟรด  คราเมส (Prof. Manfred Krames) ชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งยกย่องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวไทยให้เป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ 

 

ศาสตราจารย์แมนเฟรด  คราเมส มีความสนใจในปรัชญาแบบตะวันออกและศาสนาพุทธตั้งแต่มีอายุได้ 15 ปี ทั้งที่ได้รับการศึกษาที่ดีและมีอาชีพการงานที่มั่นคงแต่เมื่อมีอายุได้ 19 ปี เขาก็ออกจากบ้าน โดยละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เพื่อเข้าไปพำนักอยู่ในวัดเซน ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 ปี ทำให้ไม่เป็นที่พอใจของครอบครัวซึ่งเป็นชาวคริสเตียนอนุรักษ์นิยม และเกือบถึงขั้นถูกตัดขาดออกจากครอบครัว แต่เขาก็ยังคงศึกษาปรัชญาตะวันออกรวมถึงศาสนาพุทธอย่างจริงจังมาจนถึงปัจจุบัน

 

         เมื่อได้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นร่วม 10 ปี เพื่อเรียนภาษาญี่ปุ่นและการบำบัดรักษาแบบจีน ณ กรุงโตเกียว เขาได้กลายเป็นชาวต่างชาติคนแรกเพียงผู้เดียวที่เป็นสมาชิกของสมาคมเพื่อการวิจัยด้านอายุรเวชแห่งญี่ปุ่น (Japan Research Society for Ayurveda) หลังจากนั้นศาสตราจารย์แมนเฟรดได้เดินทางไปพำนักยังประเทศศรีลังกาเป็นเวลา 7 ปี และเปิดคลินิกเพื่อทำการรักษาบำบัดตามแนวทางของอายุรเวช กระทั่งได้เขียนหนังสือเรื่อง ความจริงเกี่ยวกับวิชาอายุรเวช ซึ่งได้รับการเผยแพร่ความรู้ทางด้านนี้ไปอย่างกว้างขวาง ทำให้ได้รับการยกย่องเป็น ศาสตราจารย์กิตติคุณ จากมหาวิทยาลัยแห่งโคลอมโบ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในประเทศศรีลังกา

 

         หลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติสึนามิได้ไม่นานนักเขาก็อำลาประเทศศรีลังกามาด้วยความหวังว่าจะค้นพบประเทศที่มีสันติสุขและมีชาวพุทธที่เป็นมิตรมากกว่า ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินทางมาพำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

 

         ณ ที่แห่งนี้เอง ที่ศาสตราจารย์แมนเฟรดได้รู้จักและเรียนรู้คำสอนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากพระมหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงตนเป็นแบบอย่างอันดีงามของพสกนิกรมาโดยตลอด กระทั่งเขาได้เขียนหนังสือชื่อ เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัว : มุมมองของชาวต่างชาติต่อในหลวง ขึ้นมา ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2549 หลังจากที่เขียนหนังสือเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสด็จยุโรปครั้งที่ 2 ของ พระพุทธเจ้าหลวง ณ สปาการแพทย์ของเยอรมัน และหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาชื่อ “Photo Meditation”

 

         สำหรับใครที่สบโอกาสได้อ่าน เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัว : มุมมองของชาวต่างชาติต่อในหลวงความรู้สึกที่ตามมาโดยแน่แท้ก็คือ ความชื่นชมและทึ่งในสิ่งที่ชาวต่างชาติคนหนึ่งได้เรียนรู้จากสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเพียรสื่อสารกับพสกนิกรทุกหมู่เหล่ามาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยสิ่งที่ศาสตราจารย์แมนเฟรดได้น้อมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเขานั้น หาได้เป็นการยกย่องแต่เพียงเพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาของใครๆ ทว่าเขามีความเข้าใจอันถ่องแท้ไปถึงคุณค่าที่เปล่งประกายออกมาจากภายในของพระองค์ท่าน อย่างที่คนไทยหลายคนอาจจะมิเคยพิจารณาในด้านนี้มาก่อนเลยในชีวิต

 

         ่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องราวของชายชาวเยอรมันคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่เขาเป็น “ฝรั่ง หากแต่มองพระองค์ท่านในฐานะของมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ซึ่งรักและเทิดทูนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประชาชนชาวไทยคนใดในแผ่นดินนี้เลย 

 

            ผมรู้สึกเศร้าใจ เมื่อมีคนตั้งคำถามกับผมว่ารู้สึกอย่างไรเวลาที่ได้ยินคนไทยพูดว่า เรารักในหลวง อันหมายความถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผมจะให้คำตอบเช่นนี้ เพราะอะไรน่ะหรือ ลองคิดดูสิว่า ถ้าหากท่านมีลูกที่ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านเลย ไม่เคยเดินตามแนวทางที่ท่านวางไว้ ไม่เคยต้องการที่จะเรียนรู้จากท่าน สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเพียงแค่ก่อปัญหา แล้วก็เรียกร้องให้ท่านยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็พร่ำพูดว่า ลูกรักพ่อ ถ้าท่านเป็นพ่อท่านจะรู้สึกอย่างไร

 

            ผมจึงคิดว่าการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริและน้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้จึงมีความสำคัญมาก เราจะเห็นว่าพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารต่างประเทศนับไม่ถ้วน และหลายต่อหลายครั้งที่พระองค์รวมถึงสมเด็จพระบรมราชินีนาถ โปรดให้นักหนังสือพิมพ์และผู้สื่อข่าวของทั้งต่างประเทศและของไทยเข้าเฝ้าเพื่อสัมภาษณ์

 

           การบอกเล่าถึงพระราชประวัติของพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเป็นเพียงการตอกย้ำสิ่งที่ทุกคนโดยเฉพาะคนไทยต่างรู้ดีอยู่แล้ว สิ่งที่เราทั้งหลายควรให้ความสำคัญจึงเป็นสารที่พระองค์ทรงเพียรพยายามจะส่งต่อไปถึงชาวโลก และบทบาทในการสร้างความเข้าใจในระดับนานาชาติรวมไปถึงแนวทางการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาอันงดงามของพระองค์

 

            อย่างไรก็ดี คำถามมีอยู่ว่าเราในฐานะปัจเจกบุคคลได้ทำอะไรบ้างที่เห็นเป็นรูปธรรมเพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้น โดยยึดแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ

 

            การสรรเสริญและการแสดงความขอบคุณเป็นคนละเรื่องกัน ผมยังแปลกใจว่า ในเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระวิริยอุตสาหะที่จะทำให้พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ผมไม่ทราบว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจและรับรู้ข้อมูลข่าวสารจริงๆ ในสิ่งที่พระองค์ทรงสื่อสารให้ผู้คนได้รับทราบนั้นมากน้อยเพียงใด และจะมีสักกี่คนที่สามารถรวบรวมปัญญา และแนวทางที่พระองค์ทรงพระราชทานให้เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

 

            เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นจากการที่พระองค์ได้ทรงศึกษาจริงและการที่พระองค์ทรงกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการมีพระราชดำรัสต่อพสกนิกรในชาติของพระองค์ หรือบุคคลต่างๆ และแนวทางเพื่อทำให้พสกนิกรเกิดความเข้าใจนั้น พระองค์ทรงกระทำด้วยความอดทนและด้วยทรงเห็นอกเห็นใจในอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ผมเชื่ออย่างมั่นใจว่าหากพระองค์มิได้ทรงเป็นกษัตริย์ในช่วงพระชนม์ชีพนี้ พระองค์จะต้องทรงเป็นบรมครูที่มีชื่อเสียงอย่างแน่นอน

 

            ท่านทราบหรือไม่ว่า ความปรารถนาสูงสุดของครูคืออะไร

 

            ผมตอบได้ว่า คือการที่เห็นศิษย์เป็นจำนวนมากเต็มใจศึกษาเล่าเรียนและเห็นคุณค่าคำสอนของครู ไม่มีอะไรอื่นอีกที่จะทำให้ครูมีความสุขมากไปกว่าสิ่งที่กล่าวแล้วนั้น ดังนั้น ผมจึงมีความรู้สึกว่าเราควรที่จะเน้นบทบาทของพระองค์เพื่อให้ทรงเป็นครูของเรา แต่โปรดตระหนักไว้เสมอว่า อย่าศึกษาเล่าเรียนเพื่อเอาใจครู แต่จงศึกษาเล่าเรียนเพื่อประโยชน์และความดีงามให้เกิดแก่ตัวท่านเอง การศึกษาเล่าเรียนและรู้จักปรับปรุงตนเองเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องไปคิดเรื่องไม่เป็นสาระอื่นๆ

 

            ผมคิดว่า เป็นการไม่รับผิดชอบที่จะนั่งๆ นอนๆ ใช้ชีวิตอย่างสบาย และให้คนๆเดียวทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลและแก้ปัญหาของชาติ ท่าทีเช่นนี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงความไม่เคารพต่อพระองค์ ซึ่งแย่ยิ่งกว่าการพูดถึงพระองค์ในทางไม่ดีในสาธารณะ

 

            ประเทศหลายแห่งในโลกจะดีใจมากที่มีพระมหากษัตริย์เช่นนี้ แต่ท่านเองเป็นคนไทย มีพระองค์เป็นกษัตริย์แต่ไม่ได้นำประโยชน์จากพระองค์มาใช้ในชีวิตเลย ผมคิดว่าน่าละอาย ถ้าหากว่าเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสู่วาระใหม่และมีกระแสลมแรงมาจากทิศทางอื่น ประเทศหลายแห่งในโลกจะชี้มายังประเทศไทยและดูแคลนว่า… ดูสิ พวกเขามีครูผู้ยิ่งใหญ่ แต่ได้เรียนรู้จากพระองค์น้อยมาก

 

ผมรู้สึกสงสารพระองค์อย่างสุดซึ้ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเพียงบุคคลเพียงคนเดียวที่พยายามจะพัฒนาประเทศชาติ ในขณะที่คนอื่นๆ ในชาติได้แต่เฝ้ารอให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นโดยที่มิได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์ ซึ่งผมคิดว่าการพัฒนาประเทศในรูปแบบนี้ไม่น่าจะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้ 

 

            ผมมีโอกาสได้อ่านบทความมากมายในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยท่านหนึ่ง ผู้ที่นำพาประเทศไทยเข้าสู่สนามแห่งธุรกิจ เราพบเห็นนักการเมืองส่วนมากในเอเชียที่หลังจากครองอำนาจและได้ผลประโยชน์แล้วก็ไม่ช่วยเหลืออะไรประชาชนเลย นั่นทำให้ผมรู้สึกสงสารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะคำสอนของพระองค์ตรงข้ามกับสิ่งที่นักการเมืองเหล่านั้นกำลังเป็นอยู่ พวกเขาจึงทำให้พระองค์ทรงทุกข์ใจ โดยเสแสร้งว่าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการสร้างภาพไม่ใช่ความจริง พวกเขาเพียงแค่ต้องการจะใช้ภาพแห่งความจงรักภักดีนี้เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเทคะแนนให้ในการเลือกตั้ง และขึ้นสู่อำนาจในเวลาต่อมาเท่านั้น 

 

ระชาชนคนไทยมุ่งหวังว่านักการเมืองจะอุทิศตนเพื่อประเทศชาติเฉกเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่พวกเขาทั้งหลายก็ทำให้คนไทยทั้งชาติผิดหวัง พวกเขาไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้ เพราะนักการเมืองไทยได้รับอิทธิพลของแนวคิดแบบตะวันตก และมีหัวใจที่ถูกครอบงำไว้ด้วยธุรกิจ สำหรับผม ในหัวใจของพวกเขาจึงไม่ได้มีความเป็นไทยอีกต่อไปแล้ว

 

            นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคนธรรมดาสามัญชนทั้งหลายจึงรู้สึกรับไม่ได้กับการคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง และนักโกหกที่ทำลายประเทศลงด้วยมือของพวกเขาเอง  อย่างไรก็ตามตราบใดที่ไม่มีใครสอนให้นักการเมืองดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวความหวังของคนไทยทั้งปวงย่อมจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

 

            ก่อนที่จะตัดสินใจมาพำนักอยู่ในประเทศไทย ในความคิดของผม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงเป็นที่รู้จักมากนักในต่างประเทศ ชาวต่างชาติรู้แค่เพียงว่าประเทศไทยก็เป็นเพียงประเทศหนึ่งเท่านั้น หลังจากที่ผมย้ายมาพำนักอยู่ในประเทศไทยแล้ว ผมพบว่าประชาชนคนไทยเองก็ไม่ได้สอนอะไรผมมากนักเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนเพียงแค่พยายามจะเทิดทูนและยกย่องพระองค์ มีคนไทยเพียงแค่บางคนเท่านั้นที่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจะสื่อสารและดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์

 

            หนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่มแรกที่ผมอ่านคือ In his majesty’s footsteps หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นถึงด้านที่เป็นเพียงปุถุชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงความพยายามของพระองค์ด้วย ผมไม่เคยขอให้ใครอ่านหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นภาษาไทยให้ผมฟังเลย เพราะเพื่อนคนไทยของผมบอกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของหนังสือพวกนั้น ล้วนแล้วแต่มีเนื้อหา รูปภาพ และเรื่องราวที่ไม่แตกต่างกัน นั่นจึงไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่ผมต้องการ           

 

            กระทั่งวันหนึ่ง ผมเงยหน้าขึ้นมองพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวชั่วขณะหนึ่ง โดยมองตรงเข้าไปในพระเนตรของพระองค์ แล้วทันใดนั้นพระองค์ก็ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนหนังสือ เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมา พระองค์ทรงรับสั่งให้ผมเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ท่านขึ้นมาเล่มหนึ่ง การรับสั่งครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในทางรูปกาย หากแต่ผมรับรู้พระประสงค์ของพระองค์ได้ทางจิต เรื่องนี้อาจจะฟังดูเหมือนผมฟั่นเฟือนไปเสียแล้วแต่ทว่าเป็นเรื่องจริง

 

            สำหรับขั้นตอนในการผลิตหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครสนับสนุนการทำงานของผมเท่าใดนัก เพราะพวกเขาคิดว่า ฝรั่งไม่มีทางที่จะเข้าใจในพระมหากษัตริย์ของชาวไทยได้ ไม่มีใครเลยที่กล้าเสี่ยงในการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ดังนั้น ผมจึงดำเนินการทางการเงินทั้งหมดด้วยตัวผมเอง กระทั่งทุกวันนี้ที่หนังสือได้รับการตีพิมพ์ถึง 3 ครั้งแล้ว ผมก็ไม่ได้หากำไรหรือผลประโยชน์ใดๆ จากหนังสือเล่มนี้ เห็นได้จากราคาขายเพียงเล่มละ 99 บาทเท่านั้น

 

           ผมไม่ได้ตีพิมพ์หนังสือของผมในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทั้งที่มีคนไทยจำนวนมากขอให้ผมทำเช่นนั้น

 

           ันดับแรกชาวไทยควรจะต้องเข้าใจคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างถ่องแท้ และผสมผสานแนวทางแห่งพระพุทธศาสนาของพระองค์ลงไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน  สิ่งเหล่านี้ควรจะได้รับการสอนในโรงเรียนทุกแห่ง หากเป็นเช่นนั้นได้ชาวต่างชาติและประเทศอื่นๆ ในโลกก็จะปฎิบัติตามแนวทางนี้โดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ ผมได้เสนอที่จะบรรยายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นให้กับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ในประเทศ ในหัวข้อ เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวแต่คนไทยไม่เต็มใจหรือขี้อายเกินกว่าที่จะเชิญผมไปบรรยายพวกเขาไม่เข้าใจด้วยว่าฝรั่งจะรู้เรื่องราวทุกอย่างของพระมหากษัตริย์ของคนไทยได้อย่างไรกัน

 

           ผมเคยเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยที่กรุงเทพมหานคร ในจดหมายฉบับนั้นบอกเล่าถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอีกมากมายหลายเรื่อง รวมไปถึงการขอเข้าพบเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้และแนวทางการแก้ปัญหา แต่พวกเขาไม่แม้แต่จะตอบกลับมาว่าได้รับจดหมายแล้ว ดังนั้นผมจึงยอมแพ้

 

           นี่คือผลลัพท์ของค่านิยมตะวันตกและการบริโภคนิยมซึ่งถูกกระตุ้นโดยนักการเมืองไทย

 

           กล่าวถึงความรู้สึกต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวต่างชาติที่อยู่รอบตัวผม สำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน พวกเขาจะชื่นชมในพระปรีชาสามารถของพระองค์อย่างมาก โดยพื้นฐานแล้วชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศไทยมีทัศนคติในด้านบวกกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพียงแต่เราไม่ได้เทิดทูนในลักษณะเดียวกับที่คนไทยเป็นอยู่        

 

           ในโลกนี้มีราชวงศ์มากกว่า 35 ราชวงศ์ น่นอนว่าเราไม่สามารถโฟกัสไปที่ราชวงศ์ทั้งหมดอย่างทั่วถึงได้ที่สำคัญคือราชวงศ์ส่วนใหญ่มีหน้าที่เพียงแสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของราชวงศ์เท่านั้น แต่อะไรล่ะที่เราจะสามารถเรียนรู้จากบุคคลในราชวงศ์และกษัตริย์แต่ละพระองค์ ได้คำตอบคือไม่มีเลย เพราะพวกเขาไม่ได้ดำรงตนเป็นครูให้กับประชากรของตนเอง อย่างเช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น

 

           เรื่องที่น่าสลดใจก็คือ คนไทยทั้งหลายไม่ตระหนักและยอมรับในสิ่งนี้ ทุกคนภาคภูมิใจในการมีพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่แนวคิดอันเป็นรากฐานของสังคม เศรษฐกิจและการเมือง การเป็นแรงบันดาลใจ ความเป็นตัวอย่างที่ดีและวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของพระองค์ ไม่ได้ถูกรับเอามาใช้ในการทางปฏิบัติอย่างเต็มบ่า

 

           ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเป็นบุคคลที่มีแนวพระราชดำริและกระทำการใดๆโดยใช้หัวใจทั้งสิ้น พระองค์ทรงเข้าใจดีถึงคุณค่าของความรักและความซื่อสัตย์เพราะฉะนั้นคนไทยส่วนใหญ่จึงรู้สึกเชื่อมโยงได้ถึงพระองค์

 

          อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นสากล เฉกเช่นเดียวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า คนทั่วโลกจึงสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ไปปรับใช้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษามาจากต่างประเทศ (สวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา) พระองค์ทรงตระหนักว่าการศึกษาแบบตะวันตกนั้นเป็นสิ่งสำคัญแต่ทว่าไม่ใช่ทุกอย่าง พระองค์ทรงสามารถถ่ายทอดแก่ชาวตะวันตกรวมถึงคนไทยถึงเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงและการศึกษาอันชาญฉลาด แต่ความรู้ทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดเลยถ้าหากปราศจากการเชื่อมโยงถึงความรู้สึกลึกซึ้งข้างในจิตใจ

 

         จึงกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความชาญฉลาดแบบตะวันตกและภูมิพลังปัญญาของชาวตะวันตกออกในบุคคลคนเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์พร้อมอย่างมาก

 

           ผมเคยได้ยินเป็นประจำที่ชาวต่างชาติหรือเพื่อนผู้หญิงที่เป็นคนไทยพูดว่า เงินเดือนน้อยที่ทำมาจากชาติตะวันตกสามารถทำให้คนนั้นใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างกับพระราชาในส่วนอื่นๆ ของโลก การมีชีวิตอย่างพระราชาเป็นนัยยะของการอธิบายว่า นั่นคือความสะดวกสบาย การใช้ชีวิตที่สนุกสนาน หรืออาศัยในดินแดนวิมานฉิมพลีอะไรทำนองนั้น 

 

           ด้วยข้อเท็จจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงใช้ชีวิตเช่นนั้นก็ย่อมทำได้หากพระองค์จะทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ทรงราชสิทธิ์ที่จะสามารถทำได้  แต่พระองค์มิเคยทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น หากแต่ทรงอุทิศเวลาทั้งหมดตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์โดยมีเป้าหมายอันสูงสุดในการทรงงานหนักเพื่อผู้อื่น เพื่อประชาชนของพระองค์

 

           ในประเทศศรีลังกาซึ่งผมเคยพำนักอยู่  มีสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่สามารถเป็นพระราชาได้ จงเป็นหมอ”  ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความหมายของสุภาษิตบทนี้ พวกเขาจะพูดจนติดตลกว่า “ผมเข้าใจแล้ว หากคุณไม่สามารถซึ้อรถโรลส์รอยซ์ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เป็นรถเบนซ์ และถ้าคุณไม่สามารถมีพระราชวังที่พำนักได้ ก็ขอให้มีคฤหาสน์หลังใหญ่รอบล้อมด้วยนางพยาบาลแสนสวย”

 

           เมื่อเห็นกษัตริย์หรือราชาธิบดีของประเทศตะวันตกบางพระองค์ว่าทรงมีความเป็นอยู่เช่นไร ผมจึงไม่อาจตำหนิชาวตะวันตกที่เข้าใจผิดในเรื่องนี้ได้

 

           คนเอเชียเข้าใจสุภาษิตบทนี้ได้ดีกว่าชาวตะวันตก ซึ่งหมายความว่า ากท่านไม่สามารถรักษาดูแลประเทศชาติทั้งหมดได้อย่างเต็มที่เหมือนอย่างพระราชา แต่ท่านอาจสามารถดูแลรักษาคนไข้จำนวนมากได้ในฐานะที่เป็นแพทย์  สุภาษิตที่เรียบง่ายบทนี้ยังมีความหมายที่แสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศในโลกตะวันตกและตะวันออกอีกด้วย

 

          ผมขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า จงอย่าตำหนิอิทธิพลของต่างประเทศหรือโลกตะวันตก แต่จงดูและเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในทำนองเดียวกัน ก็ศึกษาให้เข้าใจในคุณค่าของมรดกทางความคิดและความเชื่อซึ่งพระองค์ท่านทรงมีอย่างอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึง นวทางการทำงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรากตรำพระวรกายและทรงงานหนักมิใช่เพียงเพื่อทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ประเสริฐ  แต่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเป็นตัวอย่างฉันผู้นำทาง และเป็นครูของเรา  ผมไม่สามารถเน้นถึงสิ่งต่างๆ ได้ทั่วถึงอย่างที่เราสามารถหรือควรจะเรียนรู้ได้จากพระองค์ท่านซึ่งมีมากมายมหาศาล

 

          เมื่อก่อนนี้ผมมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแขวนไว้ในบ้าน รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ด้วย แต่นั่นเป็นเพียงเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของผม ทุกคนควรจะตระหนักว่าหนทางเดียวที่จะแสดงความเคารพต่อครูก็คือเรียนรู้จากพระองค์เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปช่วยเหลือคนอื่น  ไม่ใช่เพียงแค่แขวนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้ในบ้าน

 

           มีหลายครั้งที่ผมได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในความฝัน พระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผมในเรื่องตลก ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม แต่ถ้าหากมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์จริงๆ ผมจะกราบทูลต่อพระองค์ว่า ขอขอบพระทัยพระองค์เป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกสิ่งที่ทรงกระทำ

 

           หากถามว่าคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผมได้มากที่สุด ผมคงจะตอบว่าไม่มีใครที่จะสามารถเปลี่ยนใครได้  นอกเสียจากตัวของเขาเอง  ผมเชื่อด้วยว่า อำนาจล่อใจของอิทธิพลทางการเมืองและวัตถุนิยมกำลังเข้มแข็งมากเกินไปในสังคมไทย คำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงกำลังสูญหายไปตลอดกาล หากยังไม่มีใครตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญแห่งคำสอนนั้น

 

          หากทุกคนช่วยกันเก็บรักษาเจตนารมณ์อันแรงกล้า และคำสอนของพระองค์เอาไว้ให้อยู่สืบต่อไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า  พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของทุกคนพระองค์นี้จะอยู่ในหัวใจของคนไทยตลอดกาล

 

ที่มา : LIPS Magazine ฉบับที่ 10/13 ปักษ์แรก มกราคม 2552

 

รู้จัก...คดียึดทรัพย์นายกฯทักษิณ
โดย แก้วสรร อติโพธิ

 

การพิจารณาคดีด้วยระบบไต่สวน

คดียึดทรัพย์นายกฯทักษิณกำลังเริ่มสู้คดีกันแล้ว ต้นปีหน้าก็ตัดสินใจ ถ้ายุติโดยเป็นธรรมได้จริงๆ บ้านเมืองก็คงจะสงบกันเสียที ต้องเข้าใจแง่มุมในคดีและเฝ้าติดตามกันให้ดี

ถาม เมื่อไหร่ฝ่าย คตส.จึงจะได้นำพยานมาสืบในคดียึดทรัพย์นายกฯทักษิณเสียที

ตอบ คดียึดทรัพย์นี้เป็นระบบไต่สวน ไม่ใช่ระบบกล่าวหา ขั้นตอนตามกฎหมายนั้น คตส.ได้กล่าวหาและเปิดรับฟังข้อโต้แย้งของนายกฯทักษิณไปแล้ว ไต่สวนแล้วก็เห็นว่ามี "พฤติการณ์ได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่" จึงยื่นคำร้องต่อศาลให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเป็นของแผ่นดิน ซึ่งกระบวนพิจารณาในชั้นศาลก็จะไม่เหมือนคดีอื่นๆ

ถาม ไม่เหมือนอย่างไร

ตอบ ศาลท่านต้องเอาสำนวน คตส.เป็นหลัก แล้วให้ฝ่ายนายกฯทักษิณสู้คดีโต้แย้งการไต่สวนของ คตส. ซึ่งเขาก็เริ่มเบิกความต่อสู้มาแล้วโดยโจมตีทั้งผลการไต่สวนและกระบวนการไต่สวน ทราบว่าขอสืบพยานถึงยี่สิบกว่านัด สืบไปจนถึงพฤศจิกายนจึงจะเริ่มให้ฝ่าย คตส.กับอัยการ นำพยานมาสืบยืนยันการไต่สวนของตนอีกชั้นหนึ่ง ท้ายที่สุดนั้นถ้าศาลท่านเห็นว่ามีจุดใดไม่กระจ่าง ท่านก็จะเรียกพยานของท่านเองได้อีกรอบหนึ่ง ประมาณกันว่าคดีนี้น่าจะตัดสินใจราว มกราคม 2553 เห็นจะได้

ถาม หมายความว่า 3 เดือนแรกนี้ ชาวบ้านจะได้ฟังแต่ข้อต่อสู้ของฝ่ายนายกฯทักษิณไปก่อน แล้วอีก 2 เดือนจึงจะได้ฟัง คตส.ใช่ไหม?

ตอบ การรับรู้ทางสื่อมวลชนก็คงเป็นเช่นนั้น แต่พึงเข้าใจว่าสิ่งที่รับรู้นั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของคดี เพราะในระบบไต่สวนนั้น ข้อมูลในคดีมีมากมายอยู่แล้ว ทั้งในสำนวนไต่สวนของ คตส. และในข้อโต้แย้งของฝ่ายนายกฯทักษิณ

การนำสืบในศาลจะเป็นเพียงบางส่วนบางตอนเท่านั้น

ประเด็นข้อเท็จจริงในคดี : ซุกหุ้นชินคอร์ป? แล้วมีการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป?

คตส.ไปยึดเงินค่าขายหุ้นกว่า 7 หมื่นล้าน โดยกล่าวหาว่าเขาร่ำรวยผิดปกติได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นเจ้าของกิจการ มีหุ้นเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่ยังมิได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ถาม หุ้นชินคอร์ปของชินวัตรเป็นหุ้นที่นายกฯทักษิณและคุณหญิงมีอยู่ก่อนขึ้นเป็นนายกฯ แล้วเหตุใดจึงนำมากล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ แล้วมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ

ตอบ ความร่ำรวยผิดปกติในกฎหมาย ปปช.มีสองชนิด คือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นโดยอธิบายไม่ได้ กับอีกชนิดหนึ่งคือ ได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ชนิดหลังนี้เป็นชนิดที่นำมากล่าวหานายกฯทักษิณว่า จริงอยู่แม้ท่านจะมีหุ้นชินคอร์ปอยู่ก่อนดำรงตำแหน่งก็ตาม แต่หลังจากเป็นนายกฯแล้ว มีการใช้อำนาจรัฐออกมาตรการเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปโดยมิชอบอย่างมากมาย จนทำให้กิจการชินคอร์ปมีมูลค่าสูงขึ้น แล้วท่านก็นำไปขายได้ราคาถึง 7.3 หมื่นล้าน จากเดิมที่มีราคาประมาณ 2 หมื่นล้าน

ข้อกล่าวหาว่า หาประโยชน์ใส่ธุรกิจของตนโดยไม่สมควร โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่อย่างนี้นี่เองที่เป็นความร่ำรวย โดยผิดครรลอง ที่กฎหมาย ปปช.เรียกว่าเป็น "ความร่ำรวยผิดปกติ" ชนิดหนึ่ง และเป็นชนิดที่สังคมไทยยังไม่คุ้นเคยกัน เพราะไม่ใช่เรื่องรวยขึ้นมาเฉยๆ โดยอธิบายไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่รวยโดยเข้าใจได้ แต่เข้าใจแล้วก็เห็นว่าเป็นการได้มา "โดยมิสมควร" "โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่" เท่านั้น

ถาม ขอตัวอย่างหน่อย

ตอบ ตัวอย่างเช่น คุณเป็นนายช่างกรมทางหลวง ได้ออกรังวัดกำหนดแนวเวนคืนที่ดินสร้างถนน จนเป็นโอกาสให้ทราบตำแหน่งแน่นอนของถนนใหม่ที่จะผ่าเข้าไปกลางนา แล้วคุณนำข้อมูลลับนี้ไปซื้อที่นาแปลงที่ถนนจะพาดผ่านในราคา 2 ล้าน แล้วพอถนนเสร็จราคาที่ดินพุ่งขึ้นสูง คุณก็ขายต่อจนได้ ราคา 10 ล้าน ขอถามคุณว่า การได้ทรัพย์สินอย่างนี้สืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ และสมควรไหน? ถ้าเห็นว่าสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ และเป็นการไม่สมควร ก็เข้าองค์ประกอบตกเป็น "ความร่ำรวยผิดปกติ" ชนิดที่สอง คือได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควรเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจึงต้องถูกนำไปร้องต่อศาลให้ยึดเป็นของแผ่นดินต่อไป

ถาม อะไรคือ "ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง"?

ตอบ คือที่ดินทั้งผืนนั่นแหละ ถ้าขายที่ไปแล้วได้เงิน 10 ล้าน ก็ต้องยึดทั้ง 10 ล้าน

ถาม เขาขอทุน 2 ล้าน คืนได้ไหม?

ตอบ นี่ไม่ใช่การแบ่งทรัพย์ระหว่างหุ้นส่วนนะ แต่เป็นการลงโทษ ต้องยึดทั้งหมด เหมือนยึดเงินขายยาบ้าได้ 3 ล้าน ก็ต้องยึดเป็นของแผ่นดินทั้งหมด จำเลยจะขอต้นทุนค่ายา 1 ล้านบาทที่ซื้อมาจากว้าแดงคืนไม่ได้ คำขออย่างนี้หน้าด้านมาก

ถาม ตัวอย่างซื้อที่ดินข้างต้นจะนำมาเทียบกับ การที่ คตส.ยึดเงินค่าขายหุ้นชินคอร์ปของชินวัตรเจ็ดหมื่นกว่าล้านได้อย่างไร?

ตอบ เรามองว่ากิจกรรมชินคอร์ปก็เปรียบเสมือนที่ดินแปลงนั้น แล้วกิจการนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นก็โดยอาศัยมาตรการของรัฐ เช่นเดียวกับที่ดินที่มีมูลค่าเพิ่มโดยอาศัยถนนของรัฐ มูลค่าหรือประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นนี้ ถ้าตกแก่เจ้าหน้าที่โดยพฤติการณ์ที่ยอมรับกันไม่ได้ ก็ต้องถือเป็นความร่ำรวยที่ผิดครรลองไปในที่สุด ซึ่งฐานข้อกล่าวหาของ คตส.นั้น ก็เริ่มจากฐานข้อเท็จจริง ดังนี้

1) มีกฎหมายห้ามนายกฯถือหุ้นบริษัทสัมปทาน แต่มีหลักฐานเชื่อได้ว่า นายกฯทักษิณหลีกเลี่ยงกฎหมายนี้ โดยใช้บริษัทตุ๊กตา หรือใช้ชื่อ บุตร-พี่น้อง ถือหุ้นชินคอร์ป (กว่า 49%) แทนตนการซุกหุ้นหนีกฎหมายอย่างนี้ ทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศมีผลประโยชน์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาทับซ้อน จนเป็นช่องทางให้เกิดการใช้อำนาจในตำแหน่งนี้เอื้อประโยชน์โดยมิชอบแก่ธุรกิจของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีได้

สภาพเช่นนี้เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ปปช. เกิดเป็นมูลคดีทางกฎหมายได้ ทั้งการถอดถอนจากตำแหน่งด้วยเหตุขาดคุณสมบัติด้วยอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ และการดำเนินคดีอาญาฐานฝ่าฝืนข้อห้ามถือประโยชน์ทับซ้อน (มีประมาณ 2 กระทงโทษจำคุกสูงสุดกระทงละ 2 ปี) และเนื่องจากมีการปกปิดแจ้งทรัพย์สินด้วย ก็ต้องคดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จด้วย (ประมาณ 6 กระทง จำคุกสูงสุดกระทงละ 2 ปี)

มูลคดีอาญาเหล่านี้ในภายหน้า ถ้าศาลในคดียึดทรัพย์ตัดสินว่ามีการซุกหุ้นจริงแล้ว ปปช.ก็มีหน้าที่ต้องกล่าวหาให้ศาลลงโทษนายกฯทักษิณ ต่อไป อีกสำรับหนึ่ง รวมโทษจำคุกสูงสุด กว่า 16 ปี

2)ปรากฏต่อมาอีกว่า ในช่วงรัฐบาลทักษิณหน่วยงานใต้อำนาจตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจออกมาตรการเอื้อประโยชน์ธุรกิจชินคอร์ป หลายประการทั้งธุรกิจโทรศัพท์และดาวเทียมสื่อสาร โดยมี 5 กรณีที่ คตส.เห็นว่าขัดต่อกฎหมาย และทำให้รัฐเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท และใน 5 กรณีนี้ พบการสั่งการของ นายกฯทักษิณ 2 กรณี ทั้ง 5 กรณีนี้ยังผลเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจของชินคอร์ปมากมาย จนสามารถยกล็อตขายหุ้นชินคอร์ป 49% ของชินวัตรให้ต่างชาติได้ราคาดีกว่า 7.3 หมื่นล้านบาทในที่สุด

จากข้อเท็จจริงข้างต้น คตส.ได้นำพฤติการณ์สั่งการกรณีให้พม่ากู้เงินเอกซิมแบงก์ เป็นคดีอาญาไป 1 คดีแล้ว เหลือแต่ปัญหาในมาตรการยึดทรัพย์เท่านั้นว่า ประโยชน์จากมาตรการโดยมิชอบของรัฐที่ตกแก่กิจการชินคอร์ปนี้ จะถือเป็นประโยชน์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้มาโดยมิสมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่?

ตรงนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่สุดในคดียึดทรัพย์ แต่ถ้าศาลท่านเชื่อว่า นายกฯทักษิณไม่ได้ซุกหุ้น คือได้โอนหุ้นให้ลูกกับพี่น้องไปแล้วจริงๆ อย่างนี้ท่านก็ต้องยกฟ้องไป โดยไม่ต้องล่วงเข้ามาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายนี้เลย

ประเด็นข้อกฎหมายในคดี : การยึดทรัพย์ที่เกิดจากการทุจริตเชิงนโยบาย

นายกฯทักษิณใช้อำนาจหน้าที่ทุจริตในเรื่องอะไร อย่างไร เป็นผิดที่ตรงไหน ก็ต้องฟ้องคดีอาญาให้ชัดเจนให้ติดคุกกันเป็นคดีๆ ไป ทำไมมาเหมาเข่งยึดทรัพย์กันอย่างนี้?

ถาม หากรับว่า นายกฯทักษิณซุกหุ้นชินคอร์ปของชินวัตรเพื่อหนีกฎหมาย แล้วต่อมามีการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป โดยฝ่าฝืนกฎหมาย แล้ว คตส. สรุปมาเป็นมูลคดียึดเงินขายหุ้นของนายกฯทักษิณได้อย่างไร?

ตอบ องค์ประกอบในกฎหมาย ปปช.นั้นมีอยู่ว่า ต้องมีพฤติการณ์ได้ทรัพย์สินสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ก่อน แล้วเข้าลักษณะเป็นการได้มาโดยไม่สมควร ซึ่ง คตส.ก็ได้นำเหตุผลความจำเป็นของการป้องปรามการทุจริตเชิงนโยบาย มาเป็นฐานในการใช้กฎหมายโดยลำดับดังนี้

ข้อแรก ถามก่อนว่า ในพระพุทธศาสนานั้นเรามีศีลแล้วทำไมต้องมีวิสัยด้วย เช่นเมื่อมีศีลห้ามพระภิกษุล่วงกาเมแล้ว ทำไมจึงมีวินัยเอาโทษภิกษุที่พบว่าอยู่ในที่รโหฐานกับสีกาด้วย พระท่านอาจจะแค่รับปรึกษาทุกข์ร้อนให้สีกาเท่านั้นก็ได้ แต่ทำไมเราจึงไม่เปิดให้แก้ตัวได้เลย พบเมื่อใดก็เป็นผิดทันที

ถาม เป็นพระก็ต้องรู้จักครองตนให้ผู้คนเขานับถือด้วยนะ ถ้าประพฤติตัวไม่ระวังไปอยู่ใกล้สิ่งยั่วยวนจิตใจก็จะวอกแวก คนเขาก็ระแวงจนสิ้นนับถือไปในที่สุด

ตอบ ถูกต้องที่ใดต้องมีความนับถือที่นั้นต้องมีทั้งศีลทั้งวินัย การเมืองก็เช่นเดียวกัน ต้องมีความน่าเชื่อถือเป็นสรณะด้วย นักการเมืองจึงต้องมีทั้งศีลคือห้ามหาประโยชน์โดยทุจริต และต้องมีวินัยคือครองตนอยู่ห่างไกลข้อครหาทั้งปวง ตรงนี้คือที่มาของข้อกฎหมายที่ป้องปัดการทุจริตเชิงนโยบายทั้งปวง ทั้งห้ามถือสัมปทาน, ห้ามเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ, ห้ามเล่นหุ้นซื้อขายหุ้น (ที่เกิน 5%) ทั้งหมดนี้คือวินัยของนักการเมืองทั้งสิ้น

ถาม แล้วคดีที่ดินรัชฎาที่ภริยานายกฯทักษิณไปซื้อที่ดินกับหน่วยงานของรัฐ เป็นการผิดวินัยนักการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อคุณหญิงมิใช่นักการเมือง?

ตอบ คดีนั้นศาลไม่ได้ลงโทษคุณหญิง แต่ลงโทษนายกฯ เท่านั้น เพราะกฎหมายห้ามมิให้นายกเป็นคู่สัญญากับรัฐก่อน แล้วเขียนต่อไปว่าให้ถือการกระทำของภริยาเป็นของนายกฯ ด้วย เมื่อคุณหญิงซื้อที่ดินก็เท่ากับนายกฯ ซื้อที่ดิน นายกฯจึงโดนลงโทษเหมือนกับเป็นผู้ซื้อด้วยตนเอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้รู้เห็นด้วยเท่านั้น ส่วนคุณหญิงไม่ผิดเพราะไม่ใช่นักการเมือง

ถาม คุณหญิงอาจจะซื้ออย่างแฟร์ๆ และตัวนายกฯอาจรู้แต่ไม่กล้าทักท้วงเพราะกลัวภรรยาก็ได้

ตอบ เมื่อถือเป็นวินัยนักการเมืองแล้ว ก็ต้องถือเป็นเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้เถียงได้ในทุกกรณี เมื่ออาสามาเป็นนักการเมืองแล้วก็ต้องยอมรับวินัยนี้ เหมือนพระที่ถูกพบว่าอยู่กับสีกาในกุฏิ เวลา 3 ทุ่ม ก็หมดสิทธิเถียงใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการไต่สวน

คตส.ทำงานด้วยความเกลียดทักษิณ เอาผิดทักษิณโดยข้ามขั้นตอนไม่มีความเป็นธรรม...?

ถาม นอกจากการต่อสู้ในเนื้อคดีแล้ว ฝ่ายนายกฯทักษิณยังมีช่องทางให้ศาลยกฟ้องได้อีกหรือไม่

ตอบ เขาก็ตัดฟ้องไว้สองส่วน ส่วนแรกก็ตัดว่าคำร้องนี้ขาดอายุความ 2 ปีแล้ว ตรงนี้ คตส.ก็เห็นว่าไม่ขาด เพราะมีการใช้อำนาจรัฐโดยไม่สุจริตสืบเนื่องติดต่อกันมา ทั้งในช่วงทักษิณ 1 และทักษิณ 2 ส่วนที่สองเขาก็ตัดว่าการไต่สวนของ คตส.ไม่ถูกต้อง

ถาม ไม่ถูกต้องตรงไหน

ตอบ ข้อแรกก็ในเรื่องตัวบุคคล เขาก็คัดค้านอนุกรรมการไต่สวน 3 คน คือผม, ท่านกล้านรงค์ และอาจารย์บรรเจิด ว่ามีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์กับนายกฯทักษิณมาตลอด ตรงนี้ คตส.ก็เคยวินิจฉัยตัดบทไว้แล้วว่าไม่ใช่เหตุที่คัดค้านได้ตามกฎหมาย

ข้อสองก็เป็นตัวกระบวนการไต่สวนเอง ที่เขาเห็นว่ารวบรัดไม่ให้โอกาสเขาสู้คดีเช่นที่ควร ตรงนี้ คตส.ก็เห็นว่าได้ให้โอกาสเท่าที่จำเป็นและเป็นธรรมแล้ว

ข้อสามก็เป็นเรื่องข้ามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ เช่นไม่มีการตรวจบัญชีทรัพย์สินตามที่กฎหมายกำหนด คตส.ก็ยืนว่าไม่จำเป็นและมีมติยกเว้นไปแล้ว ทั้งสามข้อนี้ศาลท่านจะต้องวินิจฉัยด้วย

ประเด็นทรัพย์ที่ถูกยึด

นี่จะจองล้างกันแบบโบราณริบทรัพย์สินดะไปหมด จนหมดตัวไม่เหลือให้ ลูกเมียบ้างเลยใช่ไหม?

ถาม วงเงินที่ร้องขอให้ศาลยึดมีเท่าใด

ตอบ ก็ขอให้ศาลท่านยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง คือตัวหุ้นชินคอร์ปของชินวัตรที่ขายเป็นเงินแล้ว 7.3 หมื่นล้านบาท และส่วนที่เป็นดอกผลคือเงินปันผลของหุ้นดังกล่าว อีก 3 พันล้านบาท รวมเป็นวงเงินที่ขอยึดทั้งสิ้น 7.6 หมื่นล้านบาท

ถาม แล้วส่วนไหนที่ คตส.ใช้อำนาจอายัดทรัพย์ไว้จนทุกวันนี้

ตอบ ก็เป็นเงินค่าขายหุ้นที่เริ่มจำหน่ายจ่ายโอนไปแล้ว แต่ คตส.ตะครุบไว้ อายัดไว้ได้ 6.6 หมื่นล้าน ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ นั้นเราไม่แตะต้อง

ถาม ถ้าในที่สุดศาลเห็นด้วยกับ คตส.ว่าต้องยึด 7.6 หมื่นล้าน แต่เงินที่อายัดไว้ไม่เพียงพอจะทำอย่างไร

ตอบ ตามกฎหมายก็ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นเช่นบ้านเรือนที่ดินจนกว่าจะครบ

ถาม ครึ่งหนึ่งของหุ้นชินคอร์ปของชินวัตร เป็นของคุณหญิงด้วย และคุณหญิงก็ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี แล้วจะเอาอำนาจใดไปยึดทรัพย์ส่วนนี้

ตอบ คตส.ชี้ว่าเขาสมคบรู้เห็นกันมาตั้งแต่ต้น และกฎหมาย ปปช.ก็ควบคุมทั้งทรัพย์สินของนักการเมืองและภริยา การกระทำของภริยาและสามีก็ถือเป็นของอีกฝ่ายด้วย ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งของสามีและภริยาจึงอยู่ใต้อำนาจกฎหมาย ปปช.ทั้งหมด ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดที่ต้องดูว่าศาลท่านจะเห็นด้วยกับ คตส. หรือไม่

ถาม แล้วการที่เขาหย่าขาดกันจะมีผลดึงทรัพย์บางส่วนหลุดจากอำนาจกฎหมาย ปปช.หรือไม่

ตอบ เรื่องนี้เกิดขึ้นภายหลังฟ้องคดีและ คตส.ก็สิ้นไปแล้ว ไม่มีความเห็น แต่ประเด็นนี้ฝ่ายนายกฯทักษิณก็คงยกขึ้นมาแน่ๆ ก็ต้องแล้วแต่ศาลท่านอีกเช่นกัน

ความเป็นธรรมจาก คตส.

คตส.นี่ก็แปลก...ฟ้องเขาเป็นจำเลยแล้วยังไม่เป็นพยานช่วยเขาอีก นี่คงถูกวิ่งเต้นจนแตกกันหมดแล้วเป็นแน่...

ถาม คดีนี้ จะมี คตส.ไปเบิกความเป็นคุณแก่จำเลยอีกหรือไม่

ตอบ คดีนี้ในชั้นไต่สวนของ คตส.มีหลายประเด็นที่ตัดสินกันด้วยเสียงข้างมากข้างน้อย เป็นใครบ้างก็ปรากฏอยู่ในรายงานการประชุมทั้งสิ้น ฝ่ายจำเลยอ่านแล้วก็คงขอให้ศาลมีหมายเรียก คตส.ที่มีความเห็นเป็นคุณแก่ตน มาเบิกความอีกเช่นเคย เราก็ต้องมาอีกตามเคยเช่นกัน

ถาม อาจารย์ก็เคยมาเบิกความตามที่จำเลยในคดี คตส.ขอให้ศาลเรียกใช่ไหม

ตอบ ผมเบิกความเป็นพยานจำเลยในสองคดีที่ผมเป็นเสียงข้างน้อย คือคดีที่ดินรัชฎาฯที่ผมเห็นอยู่คนเดียวว่าคุณหญิงไม่ผิด กับคดีกล้ายางที่ผมเห็นว่าจำเลยกลุ่มที่อนุมัติให้ใช้เงิน คชก.ไม่ผิด มาคดียึดทรัพย์นี้ผมเป็นเสียงข้างมากก็ไม่ต้องไป แต่ คตส.ท่านอื่นที่เคยเป็นเสียงข้างมากเคยเห็นว่า นายกฯทักษิณผิดคุณหญิงผิดในคดีก่อน ก็มีบางท่านที่กลายมาเป็นเสียงข้างน้อย เห็นว่ายึดทรัพย์นายกฯทักษิณไม่ได้ ด้วยความเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ และก็ต้องไปเบิกความเป็นคุณต่อข้อต่อสู้ของคุณทักษิณในที่สุด

ถาม ทำกันอย่างนี้จะสมควรหรือ?

ตอบ สภาพอย่างนี้น่าจะช่วยให้คุณเห็นได้ว่า การทำงานของ คตส.นั้น เราว่ากันตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นสำคัญ เห็นต่างกันไปตามเนื้อผ้า ไม่มุ่งเอาผิด หรือมุ่งช่วยเหลือใคร ไม่ได้เป็นอย่างเช่นที่คุณทักษิณโฟนอินให้ร้ายอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้น ถ้าคุณเห็น คตส.ใด ไปเบิกความในคดียึดทรัพย์ ตามที่ฝ่ายนายกฯทักษิณขอให้ศาลเรียก คุณก็อย่าไปเห็นว่าท่านมีเจตนาไปช่วยเหลือนายกฯทักษิณเลย เพราะท่านไปเบิกความตามที่ศาลเรียก ตามสิทธิต่อสู้คดีของคุณทักษิณเท่านั้น

ภาพอย่างนี้กลับเป็นภาพของความยุติธรรมที่สวยงามและจริงๆ แล้วถ้านายกฯทักษิณเห็นว่า คตส.กลั่นแกล้งแล้วมาขอให้ศาลเรียก คตส.ช่วยเป็นพยานให้ทำไมไม่ทราบ? ใครกันแน่...ที่มีสองมาตรฐาน

ถาม จะว่าอย่างไรถ้าคนเขาไม่ฟังเพราะเห็นว่าอาจารย์เป็นพวกพันธมิตร

ตอบ คือผมอธิบายแง่มุมของคดีนี้ก็เพื่อให้คนที่ยังสนใจแยกแยะถูกผิดในบ้านเมืองได้รับฟังเท่านั้น จะได้มีฐานความรู้ใช้ติดตามคดีสำคัญของบ้านเมืองคดีนี้ เพราะเห็นว่าท่านเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีค่าเป็นหลักในบ้านเมืองได้ และน่าจะยังเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้

ส่วนคนที่รักหรือเกลียดทักษิณจนหน้ามืดนั้น ท่านเหล่านี้คงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากรายงานนี้หรอก คดีจะเป็นอย่างไร ศาลจะตัดสินด้วยเหตุผลใด เขาจะไม่คิด ไม่ฟัง เพราะมีแต่สีอยู่ในสมองไปหมดแล้ว แล้วอย่างนี้จะไปคิดอะไรได้อีก

วันชัย จัยสิน
 
ใครเชื่อบ้างพจมานไม่ยุ่งการเมือง ?
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์20 กรกฎาคม 2552 12:36 น.

 

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

      14 ก.ค. 52 ---- ปัญหาของผมเป็นปัญหาทางการเมือง ทำให้ปัญหาของครอบครัวเกิดความร้าวฉานหมด วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ ผมก็จะต้องต่อสู้ทางการเมืองสูง คุณหญิงพจมานเป็นคนไม่ชอบการเมือง แต่เมื่อผมจำเป็นต้องต่อสู้ทางการเมืองต่อ ก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ครอบครัวต้องแยกกัน 

 

สัก กอแสงเรือง อดีตโฆษกกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

      16 พ.ย. 51 ---- น่าจะเป็นความพยายามขอกลับเข้าประเทศอังกฤษของคุณหญิงพจมานมากกว่า เพราะทางการอังกฤษให้เหตุผลการถอนวีซ่า

พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานว่า มาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาภิเษก หากทั้ง 2 คนจดทะเบียนหย่า คุณหญิงพจมานก็อาจจะอ้างได้ว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว เพื่อขอกลับเข้าไปทำธุรกิจอีกครั้งในประเทศอังกฤษ 

 
 

 

"ข้อเท็จ-ข้อจริงบนคำคุย"ทักษิณใช้หนี้ IMF"

 

โดย เปลว สีเงิน

 

ที่มา :  http://www.thaipost.net 18 มิถุนายน 2552

 

     ผมว่า  "คุณจตุพร  พรหมพันธุ์"  นี่ถือว่าอัจฉริยะไปอีกแบบ  คือสามารถอรรถาธิบายได้ทุกเรื่อง  แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ  แต่จะดีมากถ้าไม่อรรถาธิบายแบบ  "ร้อยเนื้อ  หนึ่งทำนอง"  คือวานซืน  (๑๖  มิ.ย.๕๒)  ผมกดรีโมตผ่านแวบๆ  ไปทางช่อง  ๑๑  เห็นกำลังอภิปรายเรื่อง   พ.ร.บ.กู้เงิน  ๔  แสนล้าน  นับว่าเป็นคนละเนื้อกับที่เคยตะโกนนำอยู่กลางม็อบ  แต่เสียดายกลับใช้ทำนองเดียวกัน  คือหน้าตาเถลือกถลน  โทนเสียงดิบและเครียดเหมือนเดิม  ผมว่าพูดเรื่องเศรษฐกิจ  น่าจะใช้สุ้มเสียงทำนอง  "มุขอำมาตย์"  ผู้ช่ำชองด้านเศรษฐศาสตร์นะครับ!

     ก่อนอภิปราย  คุณจตุพรให้สัมภาษณ์นักข่าวเป็นบทสรรเสริญคุณทักษิณถึงเรื่องความเป็นเลิศด้านบริหารว่า  "ทักษิณเก่ง  สามารถคืนเงินกู้ให้  IMF  ได้ก่อนกำหนด  ๒  ปี"

     ผมฟังแล้วก็ไม่แน่ใจว่า  ตอนนั้นคุณจตุพรจุติสู่ความเป็น  "ขุนพลหัวขวด"  ของทักษิณแล้วหรือยัง  แต่เอาเถอะ  ในเมื่อจะขึ้นชั้นจากไพร่ราบไปเป็นมุขอำมาตย์ด้านเศรษฐกิจแล้วละก็  ผมไม่อยากให้คุณจตุพรปล่อยไก่บ่อยๆ  ถึงแม้ไก่นั้นจะเป็นการ  "มอมหน้าไก่"  เพื่อสรรเสริญคุณอันไม่มีอยู่จริงของทักษิณก็ตาม

     จะพูดให้ทักษิณเป็นเทวดาผู้อวตารลงมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยความเก่งเชิงบริหารเป็นเลิศอย่างไรก็พูดไปเถอะ  ขออย่างเดียว  คราวหน้าคุณจตุพรอย่าเที่ยวไปพูดยกย่องว่า  "ทักษิณเก่ง  บริหารประเทศร่ำรวยจนมีเงินใช้หนี้  IMF  ก่อนกำหนด"  เป็นอันขาดเชียว

     เพราะคนที่รู้เรื่องเขาจะฮาเอาน่ะ!

     แรกๆ  ที่ฟัง  ผมยังเคยนึกว่าคุณจตุพรรู้เรื่อง  แต่แกล้งพลิกประเด็นไปพูดให้ทักษิณโดดเด่นอวดรากหญ้า-รากฝอย  ที่เขาไม่ค่อยรู้เนื้อ-รู้ความ  แต่พอมาได้ยินพูดเป็นตุ-เป็นตะวานนี้  เอ๊ะ...นี่มันไม่ใช่แกล้งไม่รู้แล้วนะ  แสดงว่ากระทั่งคุณจตุพรเองก็ยังถูกทักษิณต้มซะเปื่อย

     หลงเข้าใจผิดๆ  ว่า  การใช้หนี้  IMF  ก่อนกำหนดตั้ง  ๒  ปีนั้น  เป็นเพราะความสามารถทักษิณ

     ผมว่าปล่อยให้ลูกพี่แม้วเขาโม้ไปคนเดียวเถอะ  คุณจตุพรอย่าเอา  "ผลงานอันไม่มีอยู่จริง"  ไปเที่ยวพูดอีกเลย  เดี๋ยวจะกลายเป็นคนโง่ง่ายๆ  กันไปหมด  เหมือนอย่างคืนวาน  อภิปราย  พ.ร.ก.-พ.ร.บ.กู้เงิน  ๔+๔  แสนล้านจบ  ดันยกแก๊งวอล์กเอาต์จากที่ประชุมในขณะที่ช่วยเขาพายเรือจนถึงฝั่งไปแล้วซะนี่

     ปิ้งปลาประชดแมวแบบนี้  ก็เสร็จเขา  ฝ่ายรัฐบาลเลยพิจารณารวดเดียว  ๓  วาระ  หมูสะเต๊ะไปเลย!

     เรื่องบทยอวาทีทักษิณที่ฝ่ายเสื้อแดง  และฝ่าย  ส.ส.เพื่อไทยชอบเอาไปโอ้อวดเสมอว่าเป็นความสามารถทักษิณนั้น  บางท่านอาจหลงเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ  ฉะนั้น  วันนี้ผมจะจัดรายการ  "ตาสว่าง"  แข่งกะคุณดู๋เขาสักครั้ง

     ผลย่อมมาจากเหตุ  และเหตุย่อมมาจากผล  ฉะนั้น  ควรทราบก่อนว่า  ทำไมไทยจึงต้องกู้  IMF  จำนวน  ๑๒,๒๙๖  ล้านเหรียญสหรัฐ  คิดเป็นเงินไทยประมาณ  ๕.๔  แสนล้านบาท  จากอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นประมาณ  ๑  เหรียญสหรัฐ  ต่อ  ๔๔  บาท

     สาเหตุที่ทำให้ไทยเจ๊ง  ต้องกู้เงินไอเอ็มเอฟ  ก็เข้าตำรา  "คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาด"  เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย  ที่เดินนโยบาย  "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"  พอดีกับโลกบูมกระแสโลกาภิวัตน์  เงินทุนจากสหรัฐไหลบ่าเข้าทุกตลาดในภูมิภาคนี้ภายใต้นิยาม  "เศรษฐกิจโลกตลาดเดียวกัน"

     จนมาถึงรัฐบาลชวน  ๑  ปี  ๒๕๓๕  ได้เปิดเสรีทางการเงิน  อย่างที่เรียกว่า  BIBF  เงินนอกจึงไหลเข้ามาแสวงหากำไรในไทยอย่างเสรี

     จริงๆ  คือไม่มีกฎเกณฑ์อะไรควบคุมอย่างนั้นเสียด้วย  สถาบันการเงินไทยเองก็แห่ไปกู้เงินนอกซึ่งดอกเบี้ยถูก  แล้วเอามาปล่อยกู้ในประเทศ  ซึ่งดอกสูงกว่า  กินแค่ส่วนต่างดอกเบี้ยก็รวยแล้ว

     เรียกว่าตอนนั้นสนุกสนานกันเหมือนเมายาบ้า  ใครไม่ค้าเงินนอกตอนนั้นถือว่าโง่อันดับ  ๒ ส่วนคนที่ครองอันดับ  ๑  คือรัฐบาล  เพราะในเมื่อเปิดเสรีทางการเงิน  แทนที่จะลอยค่าเงินบาท  กลับฟิกซ์ค่าเงินบาทไว้ที่เหรียญละ  ๒๕  บาท  เท่ากับประกันการเจ๊ง  การขาดทุนให้กับนักค้าเงิน  เพราะเอาเงินดอลลาร์เข้ามา  เท่ากับรัฐบาลไทยประกันความเสี่ยงให้เสร็จสรรพในตัว!

     ไทยเอาบาทผูกค่าไว้กับดอลลาร์  ขณะนั้นเงินสหรัฐแข็งโป๊ก  เงินบาทก็เลยโป๊กเกินความเป็นจริงตามไปด้วย  ผลคือ  สินค้าไทยราคาแพง  ในขณะที่สินค้านำเข้าถูก  ประเทศไทยขณะนั้นจึงตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด  กลุ่มทุนนอก  โดยเฉพาะพวกเห็ดฟันด์  (Hedge  Fund)  ขนเงินเข้าตลาดหุ้นไทย  พวกสถาบันการเงินไทยก็ไปกู้เอามาปล่อยพวกนักเล่นหุ้นไทย  เล่นหุ้นสนุกกันยกใหญ่

     ฝรั่งเห็ดฟันด์เอาดอลลาร์เข้ามาแลกบาทเล่นหุ้น  พอเล่นได้กำไร  ก็ขายหุ้นเอาบาทไปซื้อดอลลาร์ขนออกนอกไปเรื่อยๆ  ในขณะที่ไทยก็ค้าขายส่งออกไม่ได้เท่าไหร่เพราะบาทแข็ง  สินค้าแพง  ไม่มีคนซื้อ  เป็นเหตุให้  "เงินทุนสำรองของประเทศไทย"  ร่อยหรอลงไปชนิดไม่มีเข้ามาเติม

     ร่อยหรอไปไหน...ก็ไหลออกไป  จากที่เงินทุนนอกเข้ามาปั่นหุ้นไทย  ได้กำไรแล้วก็  "ซื้อดอลลาร์"  ขนกลับไปบ้านเขาน่ะซี!

     ที่ซ้ำร้าย  พอฝรั่งออก  หุ้นตก  แมลงเม่าไทยตายเกลื่อน  ที่ยังไม่ตายสนิท  ตลาดหุ้นก็นำระบบ  เมนเทนแนนซ์มาร์จิน  และระบบฟอร์ซเซลล์  มาบังคับขาย  หุ้นที่ตกอยู่แล้วเลยตายยกตลาด  ลามไปถึงสถาบันการเงินเจ๊งกันระนาวในตอนนั้น

     จากที่ทุนสำรองของไทยเคยมีประมาณ   ๓๘,๐๐๐  ล้านเหรียญสหรัฐ  ถึงเดือนมิถุนายน  ๒๕๔๐  ด้วยเหตุที่ไทยเปิดการเงินเสรี  แต่กลับฟิกซ์ค่าบาทตายตัว  กลุ่มทุนต่างชาติผสมไทยจึงใช้ความฉลาดที่เหนือกว่า  ขนเงินมาปั่นตลาดหุ้น  แล้วก็เอาทั้งต้น-ทั้งกำไรแลกเป็นดอลลาร์กลับออกไป  หวังฟันอีกรอบจากการ  "ทุบค่าเงินบาท"

     ทำให้เงินสำรองของไทยเหลือแค่  ๒,๘๐๐  ล้านเหรียญสหรัฐ  ซื้อหมี่แห้งชายสี่หมี่เกี๊ยวได้ชามเดียวเท่านั้นเอง

     บ๋อต๋อ  แปลว่าหมดตูด!!!

     วันที่  ๒  ก.ค.๔๐  ไทยต้องประกาศ  "ลอยค่าเงินบาท"  ผมจำติดตา  เพราะกำลังไปดูพลุฉลองที่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้จีนอยู่พอดี  ตอนประกาศลอยค่านั้น  เงินทุนสำรองที่ว่าเหลือ  ๒,๘๐๐  กลับเหลือเศษๆ  คาเก๊ะแค่  ๑,๑๔๔  ล้านเหรียญเท่านั้นเอง

     แต่ดูเหมือนว่าพอลอยค่าบาทให้เป็นไปตามกลไกตลาด  จาก  ๒๕-๒๖  บาทต่อ  ๑  เหรียญ  ไปเป็น  ๓๓  บาท  ต่อ  ๑  เหรียญ  จากนั้นดอลลาร์ก็แยกไปแข็งส่วนเขา  ส่วนบาทของเราก็ปวกเปียกเป็นมะเขือเผาคืนสู่ค่าเป็นจริงของเรา  รูดลงไปที่  ๕๔-๕๖  บาท  ต่อ  ๑  เหรียญสหรัฐ  ก่อนจะรูดขึ้น-รูดลง  แล้วไปนิ่งอยู่แถวๆ  ๔๔  บาท  ต่อ  ๑  เหรียญ  ในเวลาต่อมา

     นี่สรุปสั้นแล้วนะคุณจตุพร  แต่ก็ยังยาว  สรุปอีกที  ประเทศไทยเจ๊งหมดตูดตอนนั้นเพราะ  โง่-โลภ-โกง  ทั้งของรัฐบาล  และของแบงก์ชาติ  ที่ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการเคลื่อนย้ายเงินทุนแสวงหากำไร  หรือพวกเห็ดฟันด์  ถ้าจะพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมก็ได้ว่า  ไทยเจ๊งตอนนั้นเพราะตลาดหุ้นพัง  เพราะปล่อยการเงินเสรี  แต่ฟิกซ์ค่าบาท  เพราะขบวนการทุบค่าเงิน

     หลังจากเอาประเทศไปจำนำไอเอ็มเอฟได้มา  ๕.๔  แสนล้านบาท  และเราก็ลอยแพค่าบาทให้ไปผุด-ไปเกิดตามเหตุปัจจัยในมูลค่าแท้จริงของมันแล้ว

     ผลปรากฏว่า  วิกฤติเศรษฐกิจไทย  "หยุดเลือดไหล"  ทันที!

     เงินบาท-เงินดอลล์หยุดไหล  (แต่พ่อใครเอ่ย...ขายชาติ?)  รัฐบาลพลเอกชวลิตไป  จนกระทั่งชวน  ๒  มา  ราวๆ  ปี  ๒๕๔๓  อันเป็นช่วงปลายรัฐบาลชวนนั่นแหละ  "กรรมก็สนองเวร"  พวกกลุ่มทุนแสวงหากำไร  อิ่มจากไทยออกไปอ้วกในตลาดหุ้นสหรัฐก็ถึงคราว  เพราะสหรัฐเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเข้ามั่ง

     ตลาดดาวโจนส์พัง  เงินเหรียญเสื่อมค่า  นักลงทุนต้องโจนหนีกันจ้าละหวั่น!

     ก็บอกแล้ว  โลกยุคโลกาภิวัตน์  "เศรษฐกิจโลกตลาดเดียวกัน"  เพียงแต่คนละประเทศ  กลุ่มนักลงทุนก็เคลื่อนย้ายเม็ดเงินจากสหรัฐ  ส่วนหนึ่งกลับเข้ามาไทยอีก  ขนดอลลาร์มาเข้าตลาดหุ้น  ตลาดเงิน  ตลาดพันธบัตร  ตลาดการลงทุน  ถ้าเป็นนักเล่นหุ้นจะเห็นว่า  ตอนปลายรัฐบาลชวน  ตลาดหุ้นเป็นกระทิงไล่ปี้หมีจนกระเจิง

     ในขณะที่เงินทุนนอกไหลนองท่วมไปทั้งโลก  ไทยเราก็เลือกตั้งใหม่  ได้ทักษิณเป็นนายกฯ  ถือว่าเฮงว่างั้นเถอะ   รัฐบาลชวน  ๒  ทำนา  แต่รัฐบาลทักษิณมาได้จังหวะคดข้าวใส่จาน  ไม่ต้องทำอะไร  เก่งนั้น-ก็อาจจะเก่ง  แต่ไม่เกี่ยวกับเงินใช้หนี้  IMF  ทุกอย่างมันเป็นไปตามกลไกระบบทุนตลาดโลกที่เคลื่อนย้ายแสวงหากำไรไปทุกที่

     นายหมู  นายแมว  ที่ไหน  ถึงไม่ใช่นายแม้ว  ประเทศไทยตอนนั้น  "ไม่ต้องทำอะไร"  ด้วยระบบธุรกิจ-เศรษฐกิจ-การเงิน  ที่ค่อยๆ  จัดเข้ามาตรฐานแล้ว  "เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ"  หมายรวมถึงทองคำด้วย  ก็เพิ่มขึ้นเองจากการเคลื่อนย้ายทุนแสวงหากำไรของกลุ่มทุนนอกตามระบบเศรษฐกิจเสรี  บนความเชื่อมั่นในเสถียรภาพไทย

     เอ้า...คุณจตุพร  ชาวคณะเสื้อแดง  และชาวคณะเพื่อไทยทั้งหลาย  ดูข้อมูลของ  "แบงก์ชาติ"  จากตัวเลขเปรียบเทียบนี่  จะได้เข้าใจถูกต้องเสียทีว่า  ที่ไทยมีดอลลาร์เอาไปใช้หนี้  IMF  ๑๒,๒๙๖  ล้านเหรียญสหรัฐนั้น  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทักษิณเลย

     เพียงแต่ทักษิณเป็นนักฉวยโอกาส  และใช้ความเป็นนายกฯ  ตัดสินใจ  เอา (ตัวเลข) เงินที่ไหลเข้าประเทศตามกลไกเศรษฐกิจตลาดไปไว้ที่  IMF  แทนที่จะเก็บไว้เองโดยไม่เกิดมรรคผลอะไรเท่านั้น!

     ช่วงท้ายรัฐบาลพลเอกชวลิต  ไทยมีทุนสำรองสุทธิ  ๘,๙๖๒   ล้านหรียญสหรัฐ

     ช่วงท้ายรัฐบาลชวน  ไทยมีทุนสำรองสุทธิ  ๓๐,๕๒๖  ล้านเหรียญสหรัฐ

     ช่วงท้ายรัฐบาลทักษิณ  ไทยมีทุนสำรองสุทธิ  ๗๓,๙๒๖  ล้านเหรียญสหรัฐ

     เห็นอย่างนี้  คุณจตุพรอาจตบจมูกอุรังอุตังตัวเองฉาดแล้วร้องว่า  "ก็นั่นไง..ยุคทักษิณนายใหญ่  สามารถทำให้ประเทศไทยร่ำรวย  มีเงินทุนสำรองมากที่สุดตั้ง  ๗  หมื่นกว่าล้านเหรียญ  เห็นมั้ยล่ะ..นั่น?"

     ใจเย็นๆ  อย่าเพิ่งทึกทัก  โวยวายไป  ก็อย่างที่บอก  เงินนอกไหลท่วมโลก  ไม่เพียงไทยที่ดอลลาร์ไหลเข้า  อินโดนีเซีย  เกาหลีใต้  ที่หมดตูดต้องเอาประเทศไปตึ๊ง  IMF  เหมือนกับเรา  ดอลลาร์ก็ไปท่วมเขาเหมือนๆ  กัน  และเขาก็เอาเงินที่ไหลเข้าไปคืนหนี้ให้  IMF ก่อนกำหนดเหมือนกับเรา

     แต่ผู้นำเขาซื่อสัตย์  จึงไม่ปิดทองที่หน้าผากตัวเอง!

     ยังไม่เชื่อที่ผมพูดใช่มั้ยว่า  เงินใช้หนี้  IMF  เป็นเงินนอกที่ไหลเข้ามาลงทุนในไทย  โดยเฉพาะในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง  เอ้า..หยวนๆ  เป็นว่า  วัดความสามารถในการบริหารประเทศจากจำนวนเงินสำรองที่มากกว่าก็แล้วกัน  จาก  ๓  นายกฯ  ข้างบนนั้น  ตัวเลขชี้  "ทักษิณมีความสามารถที่สุด"

     ทีนี้มาดูต่อ  ต่อจากทักษิณใครเป็นนายกฯ  พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์  ใช่มั้ย  แต่ปรากฏว่า  ในขณะที่ทักษิณบริหาร  ๖  ปี  เงินสำรองของประเทศมีแค่  ๗๓,๙๒๖  ล้านเหรียญ

     แต่พลเอกสุรยุทธ์  บริหารปีเดียว  เงินสำรองของประเทศมีสูงตั้ง  ๑๐๖,๕๔๑  ล้านเหรียญสหรัฐ!

     อย่างนี้  หมายความว่าความสามารถเชิงบริหารประเทศให้ร่ำรวยของทักษิณก็แค่ระดับ  "นิ้วก้อยข้างซ้าย"  ของพลเอกสุรยุทธ์น่ะซี  จริงมั้ย  คุณจตุพร?

     ต่อจากนี้  เลิกพูดกันเสียทีได้แล้วว่า  "ทักษิณเก่ง  บริหารประเทศมีเงินใช้หนี้  IMF  ก่อนกำหนด"  เพราะมันไม่เกี่ยวกับใครเก่ง-ใครไม่เก่ง

     มันเกี่ยวแค่  ใครมีวิสัยทัศน์บริหารสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่ากันเท่านั้น  กรณีนำเงินไปใช้หนี้  มันเป็นเงินที่มาตามกลไกแสวงหาผลกำไรที่  "กลุ่มทุนนอก"  เคลื่อนย้ายเม็ดเงินเข้า-ออกตามปกติของตลาดเงินเสรี

     ถ้าจะดูใครเก่ง-ไม่เก่งจากทุนสำรอง  ขณะนี้  "นายกฯ อภิสิทธิ์"  เก่งที่  ๑  พลเอกสุรยุทธ์  เก่งที่  ๒  ส่วนทักษิณเก่งแค่ที่  ๓  แต่ถ้าดูด้านการตลาด  และการฉกฉวยโอกาสด้วยบิดเบือน

     ทักษิณ...เก่งที่  ๑  ในโลก!

  

"Letter from Vongthip Chumpani"

 

April 6, 2009

 

โดย Vongthip Chumpani

 

National juggler

 

In 5/09 PM Abhisit was trying simultaneously to implement his government’s policies, solve the country’s fast deteriorating

economic woes, close the “political divide” within the Thai society, work out acceptable compromises among the warring

factions, satisfy the near-impossible demands from his coalition partners, pacify his own party MP’s impatient quest for

ministerial posts, deliver timely and adequate assistance to the struggling business and farming sectors, and strengthen

his own popularity among hard-to-please voters. His successful handling of a minor cabinet change (to replace Bhumjaithai’s

Deputy Minister of Agriculture) as well as the highly controversial rice, maize and NGV-bus deals have won him many more

admirers. They have been urging him on to act even more boldly (but not recklessly) against corruption practices and

conflicts of interest that seemed to be reappearing among politicians, government officials and their business partners.

  

Walking the tight rope

 

Notwithstanding his hectic schedules at home, the young PM has been making a lot of efforts to improve Thailand’s

international image and to fulfill his role as the current chairman of ASEAN. On 15/5/09 PM Abhisit made a day-trip to shore up

foreign investors in Hong Kong. From 31/5-2/6/09 he led a delegation to attend the Asean-Korea CEO Summit in Korea during

which the Asean-Korea FTA was finalized. He also took the opportunity to meet up with other Asean leaders to discuss hot

issues i.e. the current trial of Aung San Su Kyi and the 2009 H1N1 flue. Notwithstanding his latest 70% thump-up poll, PM

Abhisit continued to work against time to get Thailand back on track, politically, economically and socially. After the harrowing

experience in 4/09, the PM has no more qualms that his ruthless opponents were still out there to get him, and, that any faux

pas by him or his party members could easily send the Democrats back to the opposition-bench after the next election.

 

Resurrecting the Red Shirts

 

Although Thaksin has been keeping a low profile (as called for by the Dubai government), his faithful followers in Thailand have

managed to regroup and redefine their strategies after the April debacle. Their immediate tasks seemed to be to destabilize the

political situation and to discredit the Abhisit government and the military as much as possible, in and outside the parliament,

so that they could win another major victory at the next election. Of late, the intensifying conflicts between the Democrats and

their coalition partners over a number of high profiled spending schemes have given fresh hope to the Red Shirts that the

Abhisit coalition would soon be breaking up and that a snap election would have to be called. In 5/09, the Red Shirts set up

their new TV-satellite and community-radio stations, and launched a new publication and a website to expand their electoral

base in the North and the Northeast. The Red Shirts have scheduled another big anti-government demonstration from

21-27/6/09 and to also call for Thailand’s national day to be moved to June 24 instead of December 5!  

 

Spring Green Shirts

 

On 25/5/09, the PAD celebrated the first anniversary of their 193 days demonstration against Thaksin. Over ten thousand

Yellow Shirts showed up to vote en mass to set up their own party (NPP-New Politics Party) as a tool to bring about their

dream of “new politics”, free from vote buying and trading, free from corruption, nepotism and cronyism. Spring green was

chosen as NPP’s color and Somsak Kosaisuk was named party leader, at least for the time being. Although many people

were skeptical about PAD’s decision, most people believed that it would be more beneficial for the country as well as for PAD

to move their idealistic fights into the parliamentary system rather than on the streets (and at the airports). Many pro Democrat

voters in Bangkok and the South, however, would be facing quite a dilemma, deciding whether to vote for the Democrats or

the NPP at the next election. Both the Red (Puea Thai) and the Blue Shirts (Bhumjaithai) were delighted to see the clear break

between the PAD and the Democrats.

 

It takes two to tango

 

Throughout 5/09, the Bhumjai Thai party- bosses have been working systematically behind-the-scene to woo and win the

hearts and minds of MP’s, vote canvassers and voters in the Puea Thai’s strongholds in the Northeast. Their party-leaders

and cabinet ministers have also been fighting tooth and nail to win huge spending projects that have turned highly questionable

because of their inaccurate facts and inflated figures e.g. the THB 67.9 billion leasing of 4,000 buses that was turned down by

the cabinet several times before it was sent to be scrutinized by the NESDB’s newly set up committee of 15 “wise men”. The

Senate too has threatened to impeach the Abhisit government if the bus deal were to be approved by the cabinet. With the

latest hoop-la’s over the sale of government stocks of rice and maize by the Ministry of Commerce, the public has become

increasingly more annoyed by the internal bickering and alarmed by the corruption allegations among the cabinet ministers.

With the economy going down hill and the government’s coffer fast emptying, taxpayers were in no mood to tolerate any

skimming of public spending by their ministers and their politicians.

 

Gloomy April

 

The April’s economic figures were not encouraging. Manufacturing production was down 9.7% and industrial capacity utilization

only 56.6%. Car sale was marginally up but imports of consumer goods and capital goods were down by 17.2% and 21.7%

respectively. Export plunged 25% to USD 10,279 billion and import by 36.4% to USD 9,660 billion. Trade surplus shrank to

USD 619 million. Both current account and balance of payments showed smaller surplus of USD 426 million and USD 645

million respectively. International reserves went up slightly to USD 116.8 billion. Although the Bank of Thailand has continued

to maintain their Repo rate at 1.25% in 5/09, the Thai banks have reduced their lending rates by 0.125%-0.25% to help move

the stagnating economy. Average banks’ NPL has also increased to over 4% of total loan portfolio. With huge government

borrowing still in the pipeline, interest rates could not possibly go down much further. Depositors too would not be seeing

higher deposit rates – at least  until inflation started to kick in next year.        

 

Cautiously optimistic

 

Although the world economy appeared to have hit the bottom and major international stock markets seemed to be moving

north, most economists have been cautioning against out-right optimism as the SET moved up dramatically to 560 and the

Baht strengthened to THB 34.35 in 5/09. The rationale for prudence was based also on the strong surge of oil prices toward

USD 70 level and the down grading of Thai banks and conglomerates by international rating agencies, to be in line with the

weaker government’s rating. Thailand’s 7.1% GDP plunge in 1Q09 was also a shock to both the public and the private sectors.

Many have been keeping their fingers crossed that the sudden increase in export orders for electronics, electrical, automotive

parts and other key consumer products was the harbingers of improved global economic environment rather than just a short

term replenishment of depleted inventories. In the longer term, most people opted to agree with PM Abhisit that the

government’s second stimulus package of THB 1.56 trillion, to be spent in the next 3 years on infrastructure projects (to

upgrade our transportation, land and water management, schools and hospitals etc.), would go a long way to increase the

country’s competitiveness and enable Thailand to join other Asean countries, Japan, China, Korea and India as the world’s

new growth locomotive!

 

No too much to wish for

 

Many have come to believe that political stability would be the key to Thailand’s survival and prosperity. This, however, would

be a next-to-impossible task unless the following could be achieved in the next few months i.e. all political conflicts could be

worked out calmly and pragmatically in the parliament instead of on the streets; all the pending political cases could be

speedily and effectively processed by our impartial court systems so those who were guilty could no longer create further

conflicts in the society; PM Abhisit could remain in office at least until the 2010 budgets were passed; all political opponents

could compromise on the amendments of the 2005 constitution so as to be acceptable also to the public; an orderly and

successful election could take place so that whoever returned as PM would have a firmer mandate to run the country for the

full term of 4 years.

 

Vongthip Chumpani

4/6/09

 

http://www.vongthip.com

 

 Concept of the Day

(March 5, 2009)

"Soldiers everywhere"

 

โดย Colonel Sutat Jarumanee

 

I visited Singapore Army museum last month. One of so many catchy items was a big painting depicting a bird eye view of dense and high - rise living apartments. Each of which was fully stuck with long rods holding “flags of laundry”. As I observed, there must be pieces of military uniform hanging along with others in almost every single apartment. 

The meaning was that there are members of Singapore Armed Forces everywhere. The concept was simple: soldiers are an integral part of   Singaporean citizenship, and vice versa. Yet, from the level of family, all the way up to national level, they all live the same Singaporean way of lives and share the same belief, values and culture.

In Thailand, when trying to get soldiers close to the people, to share and bear difficulties and hardships with them, that would be seen as something quite unusual. Some soldiers are often treated with cold - welcoming, and worse still, some faced with social skepticism or even resistances. This is my question: why are soldiers perceived by people of same motherland as if they were aliens?    

Thai soldiers used to be, but are not everywhere. It is neither to say that - there must be a military barrack in every district, nor to put a soldier into every village. What I intend to say is we - soldiers are politically away from where the people are, and vice versa. That’s why we’re seen as aliens to the people. So let’s reorient correctly and lead them to “true democracy”.

 

Colonel Sutat  Jarumanee

 

 Concept of the Day

(May 31, 2009)

"Being with the People"

 

โดย Colonel Sutat Jarumanee

 

Today’s concept is an extension of “Soldiers everywhere” (March 5, 2009), in which I put it that “Thai soldiers are politically away from where the Thai people really are and vice versa. That is why we are becoming more and more politically irrelevant to them” – specifically in term of “political reform”. Worse still, the military involvement in politics today is even seen as an obstacle to democracy!

 

So, where are the people? And where are we? To be with the people is not about taking sides, but it takes understanding of what is really the benefits   and happiness of the people? The question is: have we ever really been with them? By this I mean, have we ever done enough to support, protect and defend their benefits and happiness? If ever, why we seem to be apart from them more and more? If never, have we ever tried hard enough to learn to be with them?

 

In today’s political crisis, either isolating ourselves from, or siding with certain conflicting groups or political parties is not the choice of “to be with the people”. The reason I say this is neither conflicting group nor political party really represents the people in this sense. “Siding/being with the people” in my real meaning is thus supporting, protecting and defending their benefits and happiness. 

 

Only when doing so, no matter where - should mean “being with the people”. To the question: “How”, it takes “political aspect of military leadership” which means we not only exercise our leadership vertically within our professional sphere, but also horizontally across the professional boundaries. Now it’s time we start thinking outside the old mindset and put ourselves on the people’s shoes!

 

Colonel Sutat Jarumanee

 

 

 บังคับพรรคเหมือนจับผู้แทนเข้าคุก เอาไว้ขายเป็นคอก

 

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤษภาคม 2552 13:12 น.

ชรอยจิตใต้สำนึกจะวิตกเกรงว่าจะเขียนบทความไม่ทันเช้าวันพฤหัสฯ 28 พ.ค.นี้ ผมจึงฝันนะว่าได้เข้าไปร่วมประชุมกับพรรคพลังใหม่
       
        ประสิทธิ์ ณรงค์เดช รองหัวหน้าพรรคกำลังพูดอยู่บนโพเดียม ดูเหมือนกำลังจะตำหนิว่าผมไม่ได้ความเสียด้วย
       
        ข้างล่างผมสวมกอดคุณบุญเยี่ยม มีสุข สามีคุณหญิงอัมพร อธิบดีหญิงคนแรกของกระทรวงศึกษาธิการ ถามไถ่ว่าพบคนนั้นคนนี้บ้างหรือเปล่า คุณบุญเยี่ยมเป็นนักวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม จบเคมบริดจ์และเป็นนักวิจัยของเอ็มไอที ตอนนั้นร่วมงานกับอาจารย์ป๋วยเป็นผู้อำนวยการโรงพิมพ์ธนบัตรของแบงก์ชาติ
       
        ครอบครัวมีสุขเป็นสมาชิกพรรคพลังใหม่ทั้งพ่อแม่และลูก ดร.เอื้อย ดร.อ้อย กับคุณพ่อ เป็นผู้ทำงานพรรคที่เข้มแข็งประเภทดี 1 คุณบุญเยี่ยมมีความคิดเรื่องพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรที่วิเศษมาก ต่อมาท่านไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ คงได้สนับสนุนการศึกษาวิจัยสาขานี้เต็มที่ ส่วน ดร.เอื้อยกับ ดร.อ้อยนั้นต้องการสร้างโมเดลการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้สำเร็จ เป็นผู้ออกเอกสารวิชาการและวิจัยเพื่อให้ ส.ส.และสมาชิกนำไปพิจารณานโยบายและปฏิบัติการของพรรค น่าเสียดายที่ 6 ตุลามหาโหดทำให้ 2 สาวพี่น้องอพยพไปอยู่ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ที่วอชิงตันทั้งคู่
       
        พรรคพลังใหม่ ประสิทธิ์ ณรงค์เดช และอาจารย์บุญเยี่ยม จากพวกเราไปนานแล้ว เหลืออยู่แต่ความทรงจำ และคำเล่าลือที่ไม่เป็นความจริงว่าประสิทธิ์เป็นนายทุนของพรรค ที่ไม่จริงก็เพราะพรรคไม่มีนายทุน ผู้บริจาคเงินสนับสนุนพรรครายใหญ่ที่สุดเท่ากัน 2 ราย คือคุณชิน โสภณพนิช และคุณหญิงท่านหนึ่งที่สามีอยู่พรรคประชาธิปัตย์ รายละ 3 แสนบาท ผมจำได้เพราะในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ผมมีหน้าที่ดูแลการใช้เงิน
       
        ประสิทธิ์เป็นเพื่อนอีสานในโรงเรียนเตรียม และนายกสโมสรจุฬาฯ รุ่นผม เราคบคิดเดินขบวนต่อต้านการเลือกตั้งสกปรกของพรรคมนังคศิลาด้วยกัน ต่อมาเขาร่ำรวยเพราะเป็นเจ้าของโรงงานกระดาษสก๊อตต์ ภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ คมนาคม และว่าการอุตสาหกรรมยุคพล.อ.เกรียงศักดิ์ ไม่ปรากฏว่ามีความด่างพร้อยใดๆ ในตำแหน่ง ส่วนอาจารย์บุญเยี่ยมนั้นเป็นเจ้าความคิด มีไฟแรงและมีวินัยที่สุดในพรรคคู่กับศาสตราจารย์บุญยง นิโครธานนท์ ศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดและอาจารย์คณะสถาปัตย์จุฬาฯ
       
        พรรคพลังใหม่มิใช่พรรคหัวหน้าตั้ง นพ.กระแส และ ดร.อาทิตย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าและผู้นำพรรคเข้ามาทีหลังทั้งคู่ และมิได้เข้ามาเพราะเงินเช่นเดียวกับประสิทธิ์ พรรคพลังใหม่มีผู้ก่อการ 16 คน ได้รับคำขอร้องจากอาจารย์ป๋วยให้เสียสละเข้ามาเป็นเลือดใหม่ทางการเมือง อาจารย์ป๋วยควักกระเป๋าจากเงินเดือนสภานิติบัญญัติให้เป็นค่าใช้จ่ายเริ่มการทุกเดือน โดยอาจารย์บอกแต่แรกว่าจะไม่เป็นสมาชิก เพราะจะคอยสมัครเป็นส.ส.โดยไม่สังกัดพรรค อาจารย์ป๋วยเป็นคนนัดหมายให้หมอกระแส หัวหน้าพรรคไปกินข้าวกลางวันกับ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม และคุณแคล้ว นรปติที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเอาไปพาดหัวและพิมพ์รูปโตๆ เหนือคำบรรยายว่า “สามสหายผู้ขายชาติ”
       
        พรรคพลังใหม่ควบคุมโดยสมัชชาของพรรคซึ่งมาจากสมาชิกทั่วประเทศ เป็นผู้กำหนดนโยบายแต่งตั้งกรรมการและลงมติให้ ส.ส.ของพรรคนำไปปฏิบัติ รวมทั้งการยกคะแนน 12 เสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ฟรีๆ โดยไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ อย่างน้อยนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ประธานสภาชมเชยว่าเป็นพรรคที่ดีที่สุดในสภา และ พล.อ.สุจินดา เคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากเห็นเมืองไทยมีพรรคการเมืองเหมือนพลังใหม่ แต่พรรคก็ถึงแก่อวสานไปไม่มีโอกาสเติบโต เพราะ ส.ส.หนุ่มของพรรค คือเฉลิมชัย ทองตันไตรย์จากลพบุรี และเอี่ยมศักดิ์ หลิมสมบูรณ์ จากภูเก็ตถูกลอบสังหารทั้งคู่ และผู้นำพรรคหลายคนถูกทั้งปืนและระเบิด เดชะบุญที่รอดชีวิตมาได้ โดยไม่ต้องหนีเข้าป่าสักคนเดียว ทหารกับพรรคการเมืองเก่าแก่ในยุคหลัง 14 ตุลาคม ร่วมมือกันทำลายเราเพราะหลงเข้าใจผิดว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์ พวกเราอโหสิให้แล้ว
       
        ผมเล่าสู่ฟัง ก็เพราะอยากจะให้ข้อคิดกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเติบโตเข้มแข็งและสั่งสมประสบการณ์ที่หาใครเสมอเหมือนมิได้ในการเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ผมไม่อยากเห็นแกนนำพันธมิตรฯ ตั้งตัวเป็นศาสดาหรือหัวหน้าเสียเอง ที่ให้พี่น้องลงมติตั้งพรรคนั้นถูกต้องสวยงามยิ่งแล้ว ไม่มีพรรคไหนในประเทศไทยจะทำได้ หากสมัชชาซึ่งมาจากมวลชนของพรรคทั่วประเทศร่วมกับแกนนำตั้งผู้นำ กรรมการพรรคและวางนโยบายให้สำเร็จก็อาจจะกลายเป็นพรรคคู่บ้านคู่เมืองได้
       
        ขณะนี้ประเทศของเราตกต่ำระยำยับถึงที่สุดแล้ว แต่เงื่อนไขที่จะส่งเสริมพรรคมีมากกว่ายุคก่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร และกองทัพก็มิได้เป็นเผด็จการเข้มข้นเช่นในอดีตต่อไปอีกแล้ว ปัญหาจากระบอบทักษิณซึ่งยังครอบงำกลไกของรัฐและรัฐบาลอยู่ไม่หนักหนาเกินแก้
       
        สำหรับผมเองไม่มีความปรารถนาที่จะเป็นอะไร แต่ยินดีให้คำปรึกษาด้วยการเขียนและรับเชิญไปพูด
       
        สิ่งหนึ่งที่ผมพูดแล้วพูดอีก ดูเหมือนผมจะมาสามารถทำให้พันธมิตรฯ หรือท่านผู้อ่านเข้าใจก็คือ
ภาคประชาชนจะต้องไม่หยุดการเคลื่อนไหว เพราะเหตุกำลังจะตั้งพรรค หรือเพราะว่ารัฐบาลกับสภาและองค์กรอิสระต่างๆ และสื่อเขาตรวจสอบถ่วงดุลกันอยู่แล้ว มันไม่จริงและเชื่อไม่ได้ทั้งเพ
       
        ภาคประชาชนและพันธมิตรฯ จะต้องถือเป็นภารกิจประจำ (วัน) ที่จะต้องเดินหน้าตรวจสอบเรื่องที่น่าสงสัย เรื่องที่ล่าช้า เรื่องที่เงียบหายไป เรื่องที่มีคดี มีการชี้มูล มีการกล่าวหา หากปล่อยไปแล้วจะเป็นการเสียหายต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศ เช่น เรื่องทำไมรัฐบาลจึงปล่อยให้การประชุมสุดยอดอาเซียนล่ม รัฐบาลจะต้องรับผิดส่วนไหนบ้างหรือไม่ ทหาร ตำรวจ และเสื้อแดงต้องรับผิดชอบอะไร เรื่องทุจริตต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ใน ป.ป.ช. เรื่องย้ายการบินไทย เรื่องโกงที่รถไฟ เรื่องทำไมปลัดอำเภอบุรีรัมย์สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอได้เกือบหมด เรื่องทำไมผู้ด้อยอาวุโสแต่เป็นเด็กของเสริมศักดิ์จึงลัดคิวเป็นผู้ว่าฯ ได้ ทำไมเรื่องสมัคร เรื่องคุณสมชายม่านรูด เรื่อง 7 ตุลา เรื่อง 24 กรกฎาคมจึงเงียบไป เรื่องสารพัด ฯลฯ
       
        พันธมิตรฯ และภาคประชาชนควรจะมีชื่อครบ 2 หมื่นหรือ 5 หมื่น เพื่อถอดถอนผู้แทนรัฐมนตรีชั่วหรือเพื่อเสนอกฎหมายเอง ทำไมจึงไม่รีบทำเสีย คอยอะไร
       
        เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นในที่สุดก็ต้องแก้ แต่ต้องคอยเงื่อนเวลาที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของทักษิณและเสื้อแดงเสียก่อน ส่วนกฎหมายประกอบฯ และกฎหมายอื่นๆ ที่เป็นการปฏิรูปหรือการแก้ปัญหาจะต้องหยิบยกขึ้นมาเคลื่อนไหวให้ทันการณ์
       
        โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่บังคับให้สังกัดพรรค เพื่อกวาดต้อนผู้แทนเข้าคุก และขายกันทั้งคอกยิ่งกว่าวัวควาย
       
        ถ้ายังไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจ ทำไมไม่หยิบขึ้นมาตรวจสอบหาข้อมูลข้อเท็จจริงหรือศึกษาวิจัยกันดูก่อน ผมขอเสนอที่ปรึกษาให้คือนายยุวรัตน์ กมลเวชช และศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์
       
        เอาไหมครับ หรือมัวแต่จะคอย สมบัติผลัดกันชม ทีใครทีมันอยู่
 

 จดหมายเปิดผนึกจากพี่น้องในสหรัฐอเมริกา ถึง พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประเทศไทย

 

โดย บรรจบ เจริญชลวานิช ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 พฤษภาคม 2552 18:37 น.

       เมื่อวานนี้เราเฝ้าติดตามการประชุมสภาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนเวลาประมาณ ๕.๐๐ น. ในกรุงวอชิงตัน หรือโดยประมาณ ๑๖.๐๐ น. ที่มหาวิทยาลัยรังสิต
       
       ก่อนอื่นเราต้องแสดงความยินดีกับประเทศไทย ต่อสัญญาณที่ได้รับจากพี่น้องพันธมิตรฯ ซึ่งเปรียบเสมือนแสงสว่าง เล็ดร่องนิ้ว ฝ่าผ่านความมืดมิด ในกำมือมารที่กอบกุมประเทศไทยมานานกว่า ๗๗ ปี รัฐสภาไทยอ่อนแอ เต็มไปด้วยอสัตบุรุษจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาบิดเบือนเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย แสวงอำนาจ สะสมประโยชน์ เพื่อพรรคพวกและวงศ์ตระกูล มาโดยตลอด นักการเมืองที่มีปณิธานเพื่อชาติ เพื่อประชาชน มีไม่เพียงพอในรัฐสภา ทำให้เกิดการฉ้อฉลกลไกของรัฐ ทั้งในหมู่นักการเมือง ข้าราชการประจำ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า คหบดี ต่างๆ
       
       ปัจจุบัน ปัญหาทวีความรุนแรง จนถึงขั้นรุกรานกระบวนการยุติธรรม ดังเห็นได้จากการปฏิเสธอำนาจ และการพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของศาลสถิตยุติธรรม จากผู้ต้องหาและอาชญากร การโจมตี จาบจ้วงอย่างรุนแรง ต่อสถาบันหลักของชาติ อันเป็นที่เคารพเลื่อมใสของประชาชนส่วนใหญ่ และได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศอย่างสมบูรณ์
       
       โดยไม่ต้องกล่าวถึงรายละเอียด ... นักการเมืองเหล่านี้กำลังทำลายโครงสร้าง ระบอบการปกครองประเทศ อย่างต่อเนื่อง ด้วยการปฏิเสธ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ...
       
       การชุมนุมของพี่น้องที่กำลังเกิดขึ้น เป็นปรากฏการณ์สำคัญแสดงถึงความเติบโตทางการเมือง และสร้างความประหวั่น ในหมู่นักการเมืองเก่าในรัฐสภาเป็นอย่างยิ่ง ในกรณีการตัดสินใจตั้งพรรคการเมือง ขณะที่เสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้ตั้งพรรค แต่เราคงเพิกเฉยต่อความกังวลของพี่น้องบางกลุ่มบางคณะมิได้ เราจึงขอแสดงความเคารพต่อเสียงสะท้อนถึงความกังวลและลังเล ดังสรุปได้ ๔ ประเด็น
       
       ๑. การตั้งพรรคจะนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาอันเกิดจากการละทิ้งคุณธรรมและอุดมการณ์
       ๒. การตั้งพรรคจะนำไปสู่ความอ่อนแอของพรรคการเมืองแนวร่วม เช่นพรรคประชาธิปัตย์
       ๓. ยังมีความต้องการรักษาอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อชาติโดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทน
       ๔. การตั้งพรรค จะนำความอ่อนแอและสิ้นสุดของการเมืองภาคประชาชน
       
       ประเด็นที่ ๑ - เราเห็นว่า การละทิ้งคุณธรรมและอุดมการณ์ของนักการเมืองนั้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากการทำลายตัวเองของประชาชนส่วนหนึ่ง... ความไม่เคารพในศักดิ์และสิทธิ์ของตน การยอมแลกคะแนนเสียงกับเม็ดเงิน คนเหล่านั้นได้ขายจิตวิญญาณ ลดตัวลงเป็นทาสของ ส.ส. เจ้าของเม็ดเงินโดยสิ้นเชิง ... เราเชื่อว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับกลุ่มพันธมิตรฯ จากการบ่มเพาะ ๑๙๓ วัน พวกท่านจะไม่ขายจิตวิญญาณอย่างแน่นอนและคะแนนเสียงของพวกท่านจะมีความศักดิ์สิทธิ์ เพียงพอที่จะควบคุมคุณธรรมและอุดมการณ์ของนักการเมืองในพรรคที่กำลังจะตั้งขึ้น
       
       ประเด็นที่ ๒ - นายเสนาะ นายสุเทพ สองชื่อนี้ คงยืนยันได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์และนักการเมืองที่เคยร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯนั้น เป็นเพียงแนวร่วมเฉพาะกิจ แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีอุดมการณ์ที่ละม้ายกันมากกว่าพรรคการเมืองอื่น แต่ความกล้าหาญในการตัดสินใจนั้นแตกต่างกันมาก พรรคประชาธิปัตย์ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหลักการตลอดมา ในหลายกรณีการรักษาหลักการ กลายเป็นความไม่เด็ดขาดและทำร้ายประเทศชาติอย่างรุนแรง กลุ่มพันธมิตรฯ จึงจำเป็นต้องสร้างพันธมิตรถาวรในรัฐสภา เพื่อนำความกล้า ความเด็ดเดี่ยว เข้าผนวก เปลี่ยนแปลงให้เกิดการเมืองใหม่ ...
       
       ประเด็นที่ ๓ - การทำงานเพื่อชาติ โดยไม่หวังประโยชน์ การรักษาอุดมการณ์นี้ เป็นความคิดที่บริสุทธิ์น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง หากว่าประเด็นนี้น่าจะแรงผลักดันพวกท่านให้เข้าสู่การเมืองในระบบรัฐสภามากกว่า ที่จะดึงออกจากระบบพรรคการเมือง มิใช่หรือ ... บุคลากรที่มีจิตสำนึกเช่นท่าน มิใช่หรือ ที่รัฐสภาไทยกำลังต้องการเป็นอย่างยิ่ง ... เราประจักษ์ในอุดมการณ์ของพวกท่านตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และปรากฏการณ์ ๑๙๓ พวกท่านสอบผ่านแล้ว ก้าวต่อไปที่พวกท่านต้องทำ คือการตั้งพรรคการเมืองและนำอุดมการณ์เหล่านั้นไปเพาะเชื้อการเมืองใหม่ให้เบ่งบานในรัฐสภา
       
       ประเด็นที่ ๔ - ความกังวลต่อความสิ้นสุดลงของการเมืองภาคประชาชน พี่น้องพันธมิตร ความผูกพันโดยสายเลือดที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ ๑๙๓ วัน ท่านจะรู้หรือไม่ก็ตาม เลือดประชาธิปไตยได้ผสมผสานในตัวท่านอย่างกลมกลืนไปแล้ว เราเชื่อว่า การเมืองภาคประชาชนจะไม่หายไป เมื่อสถานการณ์บ่มเพาะให้ระบอบทักษิณ เกิดขึ้นอีก พวกท่านก็พร้อมจะออกมาไล่พวกมันให้ออกไปอีกอย่างแน่นอน นอกจากนั้น ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย ประเทศประชาธิปไตยแม่บทหลายประเทศ ไม่มีข้อกำหนดบทห้าม สมาชิกพรรคในการทำงานการเมืองภาคประชาชน ตรงข้ามการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนกลับเกิดขึ้นในประเทศเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจัยให้การเมืองของประเทศนั้นๆ เข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างข้างล่างนี้
       
       นับครั้งไม่ถ้วนที่มีการอ้างถึงการปกครองประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา โดยที่ผู้กล่าวอ้างแสดงความชื่นชม การเมืองของประเทศสหรัฐฯ ถึงกับยกให้เป็นแม่แบบระบอบประชาธิปไตย ที่ให้โอกาส การดำรงชีวิต อิสรเสรี และการแสวงหาความสุขได้อย่างเท่าเทียมกัน จนมีนัยว่าน่าจะนำมาใช้ในประเทศไทย การพูดเช่นนั้น ดูจะตื้นเขินอย่างจงใจ เนื่องจากโครงสร้างทางสังคม และการวางรากฐานทางการเมืองของสหรัฐฯ มีความแตกต่างจากสังคมไทยโดยสิ้นเชิง หากนำหลักการปกครองแบบสหรัฐ “สาธารณรัฐ” มาใช้ สิ่งที่จะตามมาคือ ประเทศไทยจะได้ผู้นำประเทศ ประเภททรราช รวบอำนาจในชั่วลัดนิ้วมือ ...
       
       ประชาธิปไตยในสหรัฐฯ เกิดและพัฒนาตามสภาวะของสังคม มาประมาณ ๒๒๒ ปี ผู้วางโครงสร้างการปกครองประเทศ มีวิสัยทัศน์อันยาวไกล เลือกที่จะป้องกันประเทศ จาก ธรรมชาติความชั่วร้ายในตัวคน มากกว่า การป้องกันตัวบุคคล หลักปรัชญาในเรื่องมนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันถูกนำมาเปรียบเทียบทั้งในด้านดีและความชั่ว ผู้วางโครงสร้างการปกครอง มีความเชื่อในเรื่องกิเลสและตัณหาเช่นเดียวกับหลักพุทธ เขาเชื่อว่าอำนาจเป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริต และจะนำไปสู่ความการใช้อำนาจอย่างผิดๆ จึงออกแบบโครงสร้างรัฐบาลในลักษณะที่ป้องกันการเป็นทรราชให้มากที่สุด โดยให้มีการกระจายและคานอำนาจทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง
       
       ในแนวราบ การคานอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ได้ถูกวางให้สามารถขยับขยายได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ ผนวกกับการคานอำนาจในแนวดิ่ง ระหว่างประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และรัฐบาลกลาง ทำให้การตรวจสอบ ถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจทั้งสามฝ่าย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในระดับที่น่าพอใจ
       
       รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญของไทย มีความบกพร่องมาโดยกำเนิด แต่อเมริกันชนมีความเคารพและเจตนาแน่วแน่ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จึงได้รับการแก้ไขตลอดมา
       
       ท่านคงทราบดีว่า มาตราหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างจากหลักการที่ว่า มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาอย่างเท่าเทียมกัน “ความเท่าเทียม” นั้นกลับมิได้รวมคนผิวสี เพราะพวกเขาเหล่านั้นถูกกำหนดให้มีคุณค่าทางสังคมเพียง สามในสี่ส่วน ของคนผิวขาวเท่านั้น
       
       ท่านคงทราบดีว่า โดยนิตินัย คนผิวสีไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งสงครามกลางเมืองสงบลง เป็นเวลา ๗๘ ปีหลังรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอุบัติขึ้นในสหรัฐฯ
       
       ท่านคงทราบดีว่า โดยนิตินัย สตรีชาวอเมริกัน ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง เป็นเวลากว่า ๑๓๐ ปีหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
       
       ในขณะที่นักการเมืองไทย กำลังดิ้นทุรนทุรายขอแก้กฎหมายเพื่อยกเลิกความผิดมหันต์ที่กระทำกัน หลังจากรัฐธรรมนูญถูกใช้มายังไม่ครบ ๒ ปี ประเทศสหรัฐฯ เพื่อป้องกันประโยชน์ทับซ้อนใช้เวลากว่า ๒ ศตวรรษ จึงยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจเอื้อประโยชน์แม้เป็นเพียงน้อย เช่นการขึ้นเงินเดือนสมาชิกสภาฯ
       
       นี่คือบางตัวอย่าง จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๗ ครั้งในสหรัฐฯ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นเลย หากไม่มีส่วนร่วม จากการเมืองภาคประชาชนของชาวสหรัฐฯ และการผลักดันจากนักการเมืองในรัฐสภา ระบบการเมืองของสหรัฐฯ จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่า การมีพรรคการเมืองที่ดีไม่ทำให้การเมืองภาคประชาชนอ่อนแอลง ในทางตรงข้ามการเมืองคู่ขนานที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของชาติ จะพัฒนาระบอบการเมืองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
       
       สุดท้ายนี้ เราชาวไทยในสหรัฐฯ ขอสนับสนุน การนำคุณธรรม จริยธรรมสู่การเมือง และการสร้างการเมืองใหม่ ภายใต้การนำของพันธมิตรฯไทย ทั้งในและนอกรัฐสภา ขอให้ พี่น้องพันธมิตรฯไทยยึดมั่นในคุณธรรมและอุดมการณ์ อย่าให้เสียงที่เงียบจากการล้มลงของชีวิต อย่าให้เลือดเนื้อและอวัยวะของพี่น้องพันธมิตรฯ และอย่าให้เลือดทุกหยดของคุณสนธิ ลิ้มทองกุลสูญเปล่า ร่วมกันนำคนดีเข้าสู่อำนาจบริหารประเทศให้จงได้ ...
       
       
ด้วยจิตคารวะ
       บรรจบ เจริญชลวานิช
       ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ วอชิงตัน ดี.ซี.
       ๒๕.๕.๕๒
 

 @ สภาไทย @ โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์23 พฤษภาคม 2552 13:47 น.

 

@ ปฏิรูปรัฐสภา
สถาปนาการเมืองใหม่
ผู้แทนประชาไทย
จะต้องแบ่งออกเป็นสอง
       
@ หนึ่งคือเขตพื้นที่
ซึ่งต้องมีตามคัลลอง
สองคือตัวแทนของ
กลุ่มอาชีพเลือกขึ้นมา
       
@ แบ่งเขตแบ่งพื้นที่
ตามที่มีตามอัตรา
เลือกตั้งโดยประชา
ไปตามเขตไปตามควร
       
@ อาชีพอันหลากหลาย
จำแนกไปเป็นกระบวน
เลือกตั้งไปตามลวน
อันอาชีพจะพึงมี
       
@ อนึ่งชนชาติส่วนน้อย
และผู้ด้อยโอกาสดี
เขาคือประชาชี
พึงต้องมีตัวแทนเขา
       
@ นี้คือสภาใหม่
สภาไทยผู้แทนเรา
พึงรู้อย่าดูเบา
สมบูรณ์แบบสภาจริง !
       

 

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พฤ. ๒๑/๕/๕๒

 
 
 

 

"สนธิ" กับเส้นทางที่ตนเองไม่ได้เลือก

 

โดย เปลว สีเงิน

 

ที่มา :  http://www.thaipost.net  : 22 พฤษภาคม 2552

 

 

       ถ้า  "คุณสนธิ  ลิ้มทองกุล"  ไม่รับเป็นหัวหน้าพรรค  ผมว่าในการชุมนุมของมวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่จะจัดขึ้นวันที่  ๒๔-๒๕  พ.ค.๕๒  นี้  ที่ย่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  รังสิต  ก็ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมให้แฟนๆ  ออกเสียงว่า  "จะตั้งพรรค  หรือไม่ตั้งพรรค?"  เพราะทุกคนเข้าใจดีว่า  จากทรายแต่ละเม็ด  ๗  คาบสมุทรมาผนึกเป็นเทือกเขาสีเหลืองสูงสลับซับซ้อน  ปานเทือกเขาตะนาวศรีจาก  ๒๕๔๘  จนถึงวันนี้-พรุ่งนี้  นั้น  นั่นมาจากนวัตกรรมที่  "คุณสนธิ"  นั่นแหละฝนทั่งให้เป็นเข็ม  จากสวนลุมพินี-มัฆวานฯ-ทำเนียบรัฐบาล  จนถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

     ในเมื่อ  "เบิก"  ไว้ถึงขนาดนี้แล้วตัวเองไม่นำ  "บุก"  ต่อ  มันจะได้เรื่องอะไร  ซ้ำที่เหนื่อยยากมาทั้งหมดจนหวิดตายเหมือนหมาข้างถนน  นั่นก็จะสูญเปล่า  ไร้ค่า-ไร้ค่า  ถ้าไม่ยอมเป็นตัวนำ  พาพันธมิตรฯ  ลุยข้ามมหานทีสู่โคนพระศรีมหาโพธิ์  สุดท้าย  เทือกเขาใหญ่ก็จะละลายคืนสู่ความเป็นทรายแต่ละเม็ด!

     ที่ผมมีความเห็นเช่นนี้  ไม่ใช่ยุให้ตั้งพรรค  หรือยุให้คุณสนธิไปเป็นนักการเมืองเต็มตัว  แต่ก็นั่นแหละ  ในเมื่อคุณสนธิก้าวข้ามเส้นแบ่งสื่อ-หนังสือพิมพ์  ไปทะลุพรมแดนการเมือง  และด้วยความเร็วเหนือแสงการเมืองซ้ำซาก  คุณสนธิก็นำสังคมชาติพุ่งไปสู่อีกมิติหนึ่งแล้ว  มิตินั้นก็คือ

     มิติ  "การเมืองใหม่"!

     นั่นคือ  คุณสนธิมาไกลชนิดก้าวข้ามมิติสู่มิติไปอีก  "กึ่งทาง"  แล้ว  จากการก้าวข้ามนั้น  ผมเอง  ซึ่งเคยท้วงติง  หรือจะเรียกว่าดึงขา-ดึงแข้ง  มาตลอดว่า  "คุณสนธิกำลังเล่นบทล้ำหน้าที่สื่อ"  ระวังจะก้าวกลับไม่ได้  และในเมื่อ  "ล้ำจนข้ามมิติ"  ไปแล้วเช่นนี้  นั่นก็เท่ากับว่า  นับแต่นี้เป็นต้นไป  คุณสนธิ  "พ้นเงื่อนไข"  ใดๆ  ทั้งสิ้นในมิติเดิมแล้ว

     และบรรลุสู่มิติ  "จักรวาลการเมืองใหม่"  ชนิดที่ใครจะเอาเงื่อนไขเดิมใดๆ  มาอ้างก็ไมได้อีกเช่นกัน!

     เมื่อเป็นเช่นนี้  มันจะหลงกาล-หลงเวลา-หลงเงื่อนไขอย่างมาก  ถ้าผมจะฉุดให้คุณสนธิจมอยู่ในจักรวาลสื่อเหมือนเดิม  ฉะนั้น  ด้วยจักรวาลเวิ้งว้างใหม่  ผมต้องยุยงส่งเสริมให้คุณสนธิ-คนใหม่  ค้นหาทาง  "การเมืองใหม่"  ที่ร่วมกันใฝ่ฝันนั้น  และพากันบากบั่นไปให้ถึงให้จงได้

     ชีวิตที่อยู่ตอนนี้คือ  "ปันผล"  จากเงินต้นที่รอดตาย  แล้วจะเอาเงินนี้มาละเลียดไส้ไปวันๆ  เพื่อรอวันตายในกาลสิ้นอายุขัย  มันจะได้ประโยชน์อะไรล่ะ  ใส่มันลงไปทั้งก้อนชีวิตนี่แหละ  เพราะจักรวาลใหม่-การเมืองใหม่  พลังขับเคลื่อนที่จะส่งกระสวยขึ้นไปสู่  มันจะต้องเผาไหม้ให้ความร้อนระดับหมื่นองศาฟาเรนไฮต์ขึ้นไปนั่นเชียว!

     เรื่องอย่างนี้  มัวพูดอ้อมค้อมอยู่ก็ป่วยการ  ผมจึงต้อง  "ถามตรง-ตอบตรง"  ตามสิทธิ์ที่จะออกเสียงได้  ๑  เสียงมิใช่หรือ  เพราะผมเข้าใจว่า

     การตั้งพรรคนั้น-ไม่ยาก

     การทำให้พรรคอยู่-ก็ไม่ยาก

     แต่พรรคที่อยู่  สามารถทำให้บ้านเมืองอยู่นี่ซิ...มันยาก

     และเมื่อบ้านเมืองอยู่  จะรักษาอุดมการณ์พรรคให้อยู่ด้วย..นี่ยิ่งยาก!!!

     การทำให้บ้านเมืองอยู่  พรรคอยู่  เรียกว่า  "อยู่"  คู่กันได้  นั่นก็หมายความว่า  จากวันนี้  ถึงวันหน้าอันมีความสำเร็จสู่ปณิธานการเมืองใหม่  "คนก็จะไม่เปลี่ยนไป"  กลายเป็นเสือหิว-เสือโหยฉีกบ้านเมืองเป็นอาหาร

     ก็ตรงนี้แหละ..แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า  ถ้าตั้งพรรคพันธมิตรฯ  ขึ้นมาแล้ว  จากคนที่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง  โดยยังไม่มีอำนาจกินบ้าน-กินเมืองในวันนี้  จะไม่กลายเป็นเสือหิว-เสือโหยในวันที่มีอำนาจกินบ้าน-กินเมืองอยู่ในมือในวันนั้น?

     ฉะนั้น  ต้องเริ่มบททดสอบและเคี่ยวกรำสันดานมนุษย์อันล้วนเกิดมาแต่สิ่งบาปหยาบช้าด้วยกิเลส-ตัณหาเสียแต่เดี๋ยวนี้ว่า  สามารถมีธรรมเป็นเครื่องยับยั้ง-ชั่งใจ  จะไม่ยอมให้  "จิตใฝ่ต่ำ"  ครอบงำยามมีอำนาจวาสนาได้ขนาดไหน?

     นั่นก็หมายความว่า  บรรดาพันธมิตรฯ  ที่คิดการณ์ตั้งพรรคในวันนี้  อย่าคิดด้าน+ด้านเดียว  คิดเผื่อด้าน-ไว้ด้วยว่า  ถึงที่สุดแล้ว  จะอดทน  เสียสละ  และพร้อมบากบั่น  เคี่ยวกรำสู่เป้าหมาย  "การเมืองใหม่"  หนักแน่น-จริงจังชนิดตายเป็นตายเพื่ออุดมการณ์นั้นกันแน่หรือ?

     ถ้าแน่...ขั้นแรก  แกนนำ  รุ่น  ๑  ทั้ง  ๕  คน  คุณสนธิ  คุณจำลอง  คุณพิภพ  คุณสมเกียรติ  และคุณสมศักดิ์  พร้อมกับอีก  ๑-สุริยะใส  ต้องสำรวจแล้วตอบกับตัวเองว่า  พร้อมสละงาน  สละอาชีพ  สละรายได้อื่นใดในขณะนี้  เพื่อทุ่มเทชีวิตสู่  "การเมืองใหม่"  ผ่านเส้นทางการเมืองระบบพรรคหักด่านสู่ระบบรัฐสภาเต็มตัวได้หรือไม่?

     พิษเท่านั้นใช้ล้างพิษ

     ก็เช่นกัน....

     รัฐสภาเท่านั้นใช้ล้างรัฐสภา!

     ใน  ๕+๑  คนนั้น  มีคุณสมบัติ  มีศักยภาพ  มีพลังสู่การเมืองใหม่แตกต่างกันไป  ทั้งหมดมีความสำคัญที่จะขาดคนใด-คนหนึ่งไปไม่ได้ในภาวะนี้  และทั้งหมดนี้

     สนธิ  ลิ้มทองกุล  ต้องนำในฐานะ  "หัวหน้าพรรค"!

     ยอมมั้ย...ถ้าไม่ยอม  อย่าตั้งเพื่อทะเลาะในวันหน้า  แล้วก็ล้มชนิดใครก็ไม่มองหน้าใคร  ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเสียดายนัก  และถ้าทั้ง  ๕+๑  แสดงให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณะชัดเจนว่า  "แตกคอกัน"  นั่นก็หมายความว่า  ทั้งมวลชนพันธมิตรฯ  ที่แพร่หลายขยายพันธุ์ไปทั้งประเทศแล้วนั้น

     ก็ถึงวันแปรสภาพสู่ตำนานให้เล่าขาน...กาลครั้งหนึ่ง  นานมาแล้ว.....!

     ผมจะไม่พูดในประเด็นเป็น  "ข้ออ้าง-เงื่อนไข"  ว่าคุณสนธิไม่สามารถเป็นหัวหน้าพรรคได้  เช่นเงื่อนไขคดีความทั้งในอดีตและปัจจุบัน  เป็นต้น  เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น  ก็เป็นเหตุสุดวิสัย  จะว่าใครไม่ได้  แต่ผมจะพูดในเชิง  "บททดสอบ"  แห่งการเสียสละที่ต้อง  "เสียสละ"  ตั้งแต่วันนี้จริงๆ  ถ้าคุณสนธิต้องเข้าสู่การเมืองระบบรัฐสภา  แทนการเมืองดาวกระจายตามท้องถนน

     นั่นคือหน้าที่  การงาน  และการลงทุนในความเป็น  "ธุรกิจสื่อ"  ทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์  ASTV  ผู้จัดการ  โทรทัศน์ดาวเทียม  ASTV  และนิตยสารทุกชนิด  คุณสนธิต้อง  "ถอนตัว"  ทั้งหมด

     ตัวคุณสนธิเป็นสื่อได้  แต่ต้องไม่เป็นเจ้าของ  "ธุรกิจสื่อ"  นี่คือเงื่อนไขกฎหมายที่ระบุบ่งไว้สำหรับคนที่จะเป็นนักการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  แต่ผมเข้าใจว่า  ทุกวันนี้  ทางนิตินัย  คุณสนธิอาจไม่ได้มีชื่อเป็นเจ้าของธุรกิจสื่ออยู่แล้ว  แต่ด้วยภาพทางปฏิบัติตนสังคมล้วนเข้าใจว่าคุณสนธิเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อมาตลอด

     ทั้งโทรทัศน์ดาวเทียม  ASTV  ทั้ง  ASTV  ผู้จัดการ  และนิตยสารรายต่างๆ  นั้น  ผู้คนปักใจว่าเจ้าของคือคุณสนธิทั้งนั้น  แต่ผมว่าในความล้ม (ละลาย) แล้ว-ล้มอีกของคุณสนธิ  คงไม่เหลือหลอให้มีชื่อเป็นเจ้าของหรอก!

     แต่ก็นั่นแหละ  จะอาศัยแค่ความจริงอันเป็นเบื้องหลังเป็นที่ตั้ง  โดยไม่เคลียร์กับสังคมให้ชัดเจนว่า  "ไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อ"  แล้วมาตั้งพรรคการเมือง  มันก็จะเป็นข้อครหาให้พูดจาใส่ไคล้ให้รำคาญกันไปเปล่าๆ  และเพียงแต่พูดเคลียร์  โดยไม่ทำให้เคลียร์ด้วยการแยกตนให้พ้นเครือข่ายสื่อ

     มันก็จะยื้อกันไปไม่จบ!

     นี่แหละ  ประเด็นการตั้งพรรค  มันจะตัดภาพให้ขาดจากโยงใยธุรกิจสื่อที่ผูกภาพติดกันมานานได้ขนาดไหน  อย่างไร  มันเป็นเรื่องเล็กๆ  ก็จริง  แต่ถ้าไม่แยกให้ขาดเบ็ดเสร็จกันออกไป  วันหน้าอาจมีอันธพาลหยิบเรื่องเล็กมาทำให้เป็นเรื่องใหญ่  เป็นตำหนิ  "การเมืองใหม่" ไปเปล่าๆ

     อีกด้านหนึ่ง  กำลังรบภาคสนามในนามพันธมิตรฯ  ปรากฏว่า  คนและอุปกรณ์สื่อในเครือข่ายผู้จัดการระดมออกมารบเกือบเต็มพื้นที่  ถ้าลงมติให้ตั้งพรรคกันขึ้นมาจริงๆ  ยิ่งเลือกคุณสนธิเป็นหัวหน้าพรรค  นั่นแสดงว่าต้อง  "แยกขาด"  จากธุรกิจสื่อ  คำถามก็คือ

     สื่อ-ผู้จัดการ  ขาดคุณสนธิเสียคน  ธุรกิจไม่ป่นเป็นแป้งหรือ?

     และนักรบสื่อหลายคน  ก็อาจต้องตัดสินใจเลือกว่า  "จะเอาดีข้างไหนเต็มตัว?"  ทำไป-ทำมา  พรรคก็ยังไม่ถึงไหน  ธุรกิจสื่อหนังสือพิมพ์-โทรทัศน์ก็จะพังพาบตามกันไป  ฉะนั้น  ต้องคิดให้รอบคอบหลายด้าน  และนั่นคือที่ผมบอกว่า..

     เพื่อการเมืองใหม่ตามปณิธาน  ด่านแรก  ต้องตัดใจ  แล้วเสียสละให้ได้ก่อน!

     ทำงานใหญ่  ถ้าหวังจะสำเร็จ  ต้องหวังจากตัวเองก่อน  ถ้าไปหวังเอาจากคนอื่น  อย่าดีกว่า  ชุมนุมเล่นดนตรีเฮฮา  แล้วพากันกลับไปนอนเถอะ!

     ครับ..พันธมิตรฯ  คนไหนก็อย่ามาว่าผมนะ  เพราะนี่คือการใช้สิทธิ์ออกเสียงของผมในฐานะที่ถูกตราหน้ามาตลอดว่า   "เป็นพวกเสื้อเหลือง"  ส่วนคนอื่นๆ  จะออกเสียงเอาอย่างไร ก็เอาไปรวมนับกันในวันนั้น  มากข้างไหน  ต้องเป็นไปอย่างนั้นนะ-อย่าเบี้ยว

 

 ข้อคิด.....เสนอพันธมิตรกับการทำ "การเมืองใหม่".....ก่อนตัดสินใจ  

จาก พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ

 

ที่มา :  http://padmultiply.multiply.com  : 20 พฤษภาคม 2552


คำตอบที่พันธมิตรต้องการว่าจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ ควรจะต้องรู้ว่าการเมืองใหม่คืออะไร ถ้าเราต้องการไม่มีขาย ต้องทำเอง ถามว่าทำไม่ต้องทำด้วย พันธมิตรต้องอ่านตรงนี้ก่อนจึงจะเกิดปัญญามองเห็นการเมืองใหม่ที่เราปรารถนา เพราะว่าการเมืองใหม่เป็นเรื่องของธรรมะ ไม่ใช่เรื่องของพวกอธรรมหรือพวกผลประโยชน์น้ำเน่า

ในดวามคิดและข้อเสนอของ"พุทธทาสภิกขุ " ท่านเสนอให้เรามองเป็น 4 ประเด็นคือ

ประเด็นแรกเกี่ยวกับ ท่าทีพื้นฐานต่อธรรมะและการเมือง

ประเด็นที่สองเกี่ยวกับ ความหมายและความเป็นมาของการเมือง

ประเด็นที่สามเกี่ยวกับ ข้อเสนอต่อระบบและองค์ประกอบของการเมือง

และประเด็นที่สี่เกี่ยวกับ นัยสำคัญต่อสภาพการณ์ในปัจจุบัน

ในประเด็นแรกนั้น เป็นเรื่องของท่าทีพื้นฐาน ซึ่งท่านพุทธทาสแสดงไว้ว่า"พุทธบริษัทควรมีท่าทีพื้นฐานอย่างไร ต่อสิ่งที่เรียกว่า การเมือง "

เรื่องนี้สำคัญมากแน่นอน เพราะคนไทยทั่วไปมักเห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เรื่องของผลประโยชน์ และบางทีก็สรุปฟันธงไปเลยว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ห่างจากธรรมะ ห่างจากศีลธรรม ยิ่งถ้าเป็นพระภิกษุสงฆ์ด้วยแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรใส่ใจ ไม่ควรข้องเกี่ยว

แต่สิ่งที่ท่านพุทธทาสนำเสนอนับแต่แรก ก็คือ การตอบโต้ต่อทัศนะที่มองการเมืองด้านเดียวแต่ในแง่ร้ายในลักษณะดังกล่าวนี้ ท่านกลับเห็นว่า การเมืองคือ สิ่งที่ทุกคนต้องสนใจ และพุทธบริษัทก็ต้องสนใจ ทั้งนี้เพราะเรื่องของการเมืองกับเรื่องของศีลธรรมนั้น ไม่อาจแยกขาดจากกันได้เลย

โดยพื้นฐาน ท่านพุทธทาสเห็นว่า พุทธบริษัทควรมองการเมืองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ของมนุษย์ในโลก เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมในโลกนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง “รู้จักรับผิดชอบ รู้จักกตัญญูกตเวที ต่อสิ่งที่มันมีประโยชน์แก่เรา หรือว่าเราได้อาศัยมาก่อนแล้ว”

และการเมืองก็คือส่วนหนึ่งของวิถีทางที่ประโยชน์ได้เกิดกับเรา และก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีทางที่จะทำประโยชน์ตอบแทนแก่เพื่อนร่วมสังคม เพื่อนร่วมโลก รวมทั้งเพื่อทำให้โลกและระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในโลกมีความปรกติ มีความสงบ และอยู่ในภาวะที่ดียิ่งๆ ขึ้นได้

ความเป็นปรกตินี้เอง ที่เป็นสาระสำคัญของศีลธรรม

เมื่อกล่าวถึงศีลธรรม เราอาจนึกถึงศีลห้า ศีลแปด หรือศีลของพระภิกษุ สามเณร และอื่นๆ ท่านพุทธทาสต้องการเน้นให้แก่นสารของศีลธรรมทั้งหลายทั้งปวงว่า อยู่ที่ความเป็นปรกตินั่นเอง การสมาทานถือศีลธรรมชุดใด ก็เป็นการตั้งจุดมุ่งหมายและดำเนินวิถีชีวิตของตนเองและหมู่คณะให้เกิดความเป็นปรกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งนั่นเอง

กล่าวโดยรวมก็คือ “สิ่งใดที่อาจจะทำให้ปรกติได้ สิ่งนั้นย่อมเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม”
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพุทธทาสยังเน้นย้ำว่า ศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องเฉพาะกับคนแต่ละคนเท่านั้น ศีลธรรมมีได้หลายระดับ นับแต่ศีลธรรมของปัจเจกบุคคล ศีลธรรมของสังคม

ส่วนที่เหลือไปหาอ่านเอาเองนะครับ...แค่ประเด็นเดียว ผมคิดว่าพวกเราก็น่าจะเข้าใจแล้ว เพราะว่าชาวพันธมิตรได้รับ ดร. จากมหาวิทยาลัยราชดำเนินอยู่แล้ว สรุป.."การเมืองใหม่" ยังไม่มีในปัจจุบัน จะเกิดได้ หรือไม่อยู่ที่พันธมิตร...(พรรคการเมืองเก่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นการเมืองเก่าทั้งสิ้น)

ด้วยความปรารถนาดี....จาก พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ

 
 

อรุณรุ่งของการเมืองใหม่ในมือพันธมิตรฯ

โดย อัญชะลี ไพรีรัก : 20 พฤษภาคม 2552

 

บ่ายวันนั้นแดดร้อนแผดเผา แต่กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ฝนต้นฤดูกำลังจะย่างกรายเข้ามา
       
ขบวนรถหกล้อที่ดัดแปลงมาใช้เพื่อเป็นรถปราศรัย กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปักหลักกลางถนนราชดำเนินด้านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างช้าๆ แต่มั่นคง
       
รถขนาดใหญ่ขวางถนนที่ใหญ่กว่า และเครื่องเสียงถูกติดตั้งอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา ด้านหลังของรถถูกรั้วเหล็กสีเหลืองสนิมเขรอะกั้นอาณาเขตเป็นครึ่งวงกลม สำหรับเป็นที่ทางของทีมงานจัดการปราศรัย
       
อีกด้านหนึ่งของรั้วเหล็กมีรถส่งน้ำกำลังลำเลียงถังน้ำแข็งสีส้มขนาดใหญ่ 2 ถังที่ภายในอัดแน่นด้วยน้ำแข็ง และขวดน้ำที่ปะปนอยู่กับผ้าเย็นในซองพลาสติก และ เครื่องดื่มชูกำลัง
       
ถัดมาเป็นรถกระบะอีกคันจากบ้านพระอาทิตย์ แล่นเข้ามาประชิดติดขอบรั้ว เสียงเด็กท้ายรถตะโกนโหวกเหวกเรียกหาคนช่วยอยู่พักใหญ่ ในที่สุดทีมงานคนหนุ่มที่เรียกตัวเองว่า “การ์ดอาสา” ช่วยกันคนละไม้ละมือขนถ่ายสิ่งที่เราเรียกกันว่า “เสบียงกรัง” อันประกอบด้วยข้าวกล่องนับร้อย- ข้าวเหนียวหมูฝอยนับพันถุง-ข้าวต้มมัดนับร้อยๆ อัน และแซนด์วิชอีกหลายร้อยชิ้น-กระติกน้ำร้อน- ถ้วยกระดาษ-กาแฟ และโอวัลตินแบบซองทรี อิน วัน


ทั้งหมดมาจากการบริจาคของกลุ่มพันธมิตรฯ เจ้าประจำที่ภายหลังถูกเรียกขานว่า “แม่ยกพันธมิตรฯ”
       
เมื่อรถปราศรัยพร้อม เครื่องเสียงพร้อม ฝ่ายเสียงจัดแจงเปิดเพลง “ไอ้หน้าเหลี่ยม” เสียงเพลงบาดใจถูกเปิดดังกระหึ่มไปทั่วท้องถนนราชดำเนิน ความคึกคักเริ่มต้นขึ้นในบ่ายวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ...นาทีแห่งการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ในนามนอมินีของระบอบทักษิณได้ถูกนับหนึ่ง พร้อมๆ กับการนับเนื่องของก้าวที่กล้ากำลังขับเคลื่อน
       
มองลงไปจากรถปราศรัย ผู้คนไม่รู้มาจากไหนในเสื้อสีเหลืองเริ่มทยอยกันเข้ามาหน้าเวทีชั่วคราวอย่างเนืองแน่น ทุกคนถือร่มกันแดด และฝนด้วยความรอบคอบ บางคนสวมหมวกแก๊ป “กู้ชาติ” และบางคนกำลังสาละวนกับการควักผ้า “กู้ชาติ” มาโพกหัว
       
การชุมนุมทางการเมืองของพันธมิตรฯ รอบสองเริ่มคึกคัก และเพิ่มดีกรีความร้อนแรงทุกขณะอย่างรวดเร็ว ด้วยท่าทีของ “พี่น้องเอ้ยยยยยย” ที่กลับมารวมตัวกันด้วยความกระตือรือร้นเหมือนผืนนาแห้งแล้งรอคอยเม็ดฝน
       
เสียงตะโกนว่า “พี่น้องเอ้ยยยยยยยยยย” ของพี่สำราญ รอดเพชร มาแทนที่เสียงคุ้นหูของเกลอเก่าที่ด่วนจากไปก่อนถึงวัยอันควร นาทีนั้นมวลชนลุกขึ้นยืนไว้อาลัยให้กับพี่สุวิทย์ วัดหนู เจ้าของวลี พี่น้องเอ้ยยยยยยยยย ฉบับดั้งเดิม
       
พิธีกรคู่แรกเบิกโรงชัย คือ พี่แอ้ม-พี่แอน สองสาวของเราคู่นี้ไม่เคยย่นระย่อท้อต่อกิจกรรมการเมืองภาคประชาชนเลยสักนิด เห็นทีต้องถอดหมวกค้อมหัวให้กับความใจกล้า และเลือดนักสู้ของเธอทั้งสองอย่างมิพักต้องลังเล
       
นักปราศรัยเริ่มไล่เรียงกันขึ้นป่าวประกาศความสามานย์ของระบอบทักษิณ และ บริวารของเขา ว่ากันตั้งแต่คมมีดกรีดใจของ การุญ ใสงาม ตามติดด้วย เทิดภูมิ ใจดี ตีซ้ำอีกทีด้วย พิเชษฐ พัฒนโชติ และเปิดโปงทุกรูขุมขนกับ ประพันธ์ คูณมี และคราวนี้เรามีเลือดใหม่ไฟแรงอย่าง อมร อมรรัตนานนท์ และ ‘ตั้ม’ พิชิต ชัยมงคล
       
พิธีกรคู่ถัดมา คือ อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กับ พี่สำราญ รอดเพชร ลั่นกลองรบให้กับกองทัพผู้หญิงพันธมิตรฯ ด้วยการเปิดฉากสาดกระสุนวาจาของ “มาลีรัตน์ แก้วก่า” และ “เสน่ห์ เสียงทอง” สองพลังหญิงที่นักการเมืองชายชาติชั่วกลัวและเกรงขาม
       
การปราศรัยที่ร้อนแรงของทีมนักพูดฝีปากกล้า และสหพันธ์รัฐวิสาหกิจสลับกันไปมากับเสียงดนตรีที่เพรียกหาความยุติธรรม และธรรมาภิบาลประสานสอดคล้องกับเสียงตะโกน “ทักษิณติดคุก” ของประชาชนดังกึกก้องผ่านการถ่ายทอดสดจาก ASTV ไปทั่วโลก สร้างความตื่นตัวให้คนในสังคมไทยไม่น้อย
       
สื่อมวลชนนับร้อยทั้งในและต่างประเทศต่างพุ่งสายตามาที่ “พันธมิตรฯ” กับการต่อสู้ครั้งใหม่ ที่กัมปนาทเกรียงไกรในนาม “ประชาภิวัฒน์” เพื่อ “การเมืองใหม่” และ ถ้อยคำสัญญาว่า “ไม่ชนะ ไม่เลิก” พร้อมการตอกย้ำความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันว่า “ประชาชนไม่ได้เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้”
       
แกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก้าวขึ้นเวทีเปิดฉากการต่อสู้ภาคประชาชนรอบสองที่ห่างจากครั้งแรกเพียง 2 ปีเศษเท่านั้น
       
การปราศรัยของ 5 แกนนำเหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจทรราช เมื่อสิ้นเสียงคนที่ห้า การชุมนุมก็เข้มข้นด้วยเสียงปลุกเร้าพลังมวลชนให้ลุกขึ้นสู้กับเหล่าอธรรมร้ายในคราบนักการเมืองสามานย์
       
สิ้นเสียงปลุกใจ พลังในกายของพันธมิตรฯ ก็ร้อนเร่า และมวลมหาประชาที่คลาคล่ำทั้งสองฝากถนนราชดำเนินก็พร้อมใจกันลุกขึ้นตะโกนว่า “สู้ สู้” ไม่ทันขาดคำดี แกนนำพันธมิตรฯ ก็ประกาศพาประชาชนไปล้มรัฐบาลนอมินีระบอบทักษิณกินชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล
       
การเดินหน้าของพันธมิตรฯ ประดุจแม่น้ำสีเหลืองร้อยสายที่ไหลมารวมกันทรงพลัง เปี่ยมด้วยพลานุภาพ หากทว่าสงบ สันติ อหิงสา ศาสตราวุธใดไม่มี มีแต่อาวุธทางปัญญาของผู้อาสาที่ต้องการพาชาติให้พ้นภัย และเดินไปสู่นับหนึ่งของการเมืองใหม่ ภายใต้การจัดการของมวลชนบริสุทธิ์
       
ทุกเสียงย่ำเท้าราวกลองศึก ทุกการเคลื่อนไหว คือ ยาตราทัพ ในที่สุดขบวนพันธมิตรฯ ก็ถูกสกัดจากกองกำลังของตำรวจที่ “สะพานมัฆวานรังสรรค์” สะพานสวยที่ทำให้กงล้อประวัติศาสตร์หมุนกลับฉับพลันชัดเจน
       
หัวขบวนถูกสกัด การรบไม่ย่นระย่อท้อ และการหักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบระหว่างกองทัพประชาชนกับกองกำลังตำรวจเริ่มต้นขึ้น ที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวยิ่งกว่า คือ หางแถวที่เป็นขบวนรถปราศรัยกับทีมถ่ายทอดสดของ ASTV ถูกตะลุมบอนโดยกองกำลังอันธพาลนับร้อยๆ พร้อมอาวุธครบมือ โดยมีตำรวจยืนมองตาแป๋ว
       
ผลคือ ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที หัวแตกเลือดอาบจากหินหนัก 2 กิโลกว่า และทีมงาน ASTV บาดเจ็บกันระนาว
       
ท้ายขบวนถูกถล่ม แต่หัวขบวนตัดสินใจปักหลักพักค้างที่สะพานมัฆวานฯ หันหน้าเวทีไปที่ถนนผ่านฟ้า เมื่อค่ายคูประตูชัยถูกกั้นแนวได้สำเร็จ พี่น้องพันธมิตรฯ ที่ถูกลิดรอนสิทธิการชุมนุมก็ค้างคืนที่สะพานแห่งการต่อสู้
       
เลือดในกายของมวลหมู่พันธมิตรฯ เดือดพล่าน และรุนแรงหนักขึ้น เมื่อเช้าตรู่วันถัดมาได้ฟังสำเนียงเสียงกักขฬะของ “สมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรีที่สำรอกด่าทอพันธมิตรฯ ดุจหมาทั้งฝูงหลงทางไปตายในปากคนพาล
       
ไม่มีใครรู้อนาคตว่า พันธมิตรฯ จะต้องอยู่นานแค่ไหน แต่พันธมิตรฯ รู้ดีว่ากำลังต่อสู้กับใคร และขนาดของมันจะรุนแรงแค่ไหน
       
พันธมิตรฯ ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตายจึงตัดสินใจตั้งค่ายรบกับทุนสามานย์ที่มัฆวานรังสรรค์ นับแต่บัดนั้นจนถึงอีก 193 วัดถัดมา การต่อสู้เต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่พันธมิตรฯ ก็ยิ้มได้ทั้งน้ำตาเมื่อพลังมหาประชาชนลุกขึ้นสู้จนได้ชัยชนะมานับครั้งไม่ถ้วน
       
แม้เราจะบาดเจ็บ และล้มตาย แต่พันธมิตรฯ ก็ไม่หยุดท้อต่อการสลายการชุมนุม จนเป็นที่มาของวาจาล้อเลียนแสบสันต์ว่า “หลับเถิดทหารกล้า ชาวประชาจะคุ้มภัย”
       
การต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึก ได้ถูกนำมาเตือนใจซึ่งกันและกันว่า ประชาชนไม่ได้เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้ และไม่มีพลังใดๆ ในโลกหล้าจะแข็งแกร่งดุจหินผาเท่ากับพลังใจของมวลชนคนกู้ชาติ
       
พันธมิตรฯ หัวใจแข็งเหมือนเหล็ก แกร่งดุจเพชร จะเอาคมเพชรแท้ไปตัดเหลี่ยมเพชรเทียมให้รู้ดำรู้แดง
       
การต่อสู้ในรูปแบบอารยะขัดขืนก่อเกิดดาวกระจาย และสงครามเก้าทัพ เพื่อประกาศความชั่วของระบอบทักษิณจนถึงไปทวงคืนแผ่นดินไทย และปราสาทพระวิหาร ทั้งยังไปเดินสายพาประชาชนมุ่งสู่เมืองเพื่อทวงคืนประเทศไทยอันเป็นที่รัก
       
เราทำเพื่อ “ลูกหลานของเรา” ด้วยสองมือของคนเป็นพ่อคน แม่คนอย่างเราๆ และทำมันด้วยใจบริสุทธิ์เยี่ยงมนุษย์สะอาดพึงกระทำ
       
การต่อสู้อันยาวนานไม่เคยทำให้พันธมิตรฯ อ่อนล้าสิ้นไร้เรี่ยวแรง เราบริจาคข้าว ปลา อาหาร น้ำท่า และยารักษาโรค เพื่อพยุงกองทัพประชาชนให้ต่อสู้ต่อไปอย่างไม่ครั่นคร้าม เมื่อพันธมิตรฯ มาเยือนทำเนียบรัฐบาล สะพานชมัยมรุเชษก็ทอดกายให้กองทัพนักรบประชาชน เพื่อเดินข้ามผ่านไปยืนหยัดต่อสู้หน้า “สันติไมตรี”
       
ทำเนียบรัฐบาลได้กลายสภาพจากศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของนักการเมืองทรยศมาเป็นค่ายรบของพันธมิตรฯ ท่ามกลางความตกตะลึงของเพื่อนร่วมชาติ และสื่อมวลชนทั่วโลก
       
ความอหังการของพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบฯ จากสมัคร สุนทรเวช ก็เร่งเครื่องเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลสามานย์ที่ขายชาติขายแผ่นดินเพื่อประโยชน์ส่วนตน “ลาออก” เมื่อสมัครดื้อแพ่ง เวรกรรมที่ไม่ต้องรอชาติหน้า ก็พาสมัครจากลาพันธมิตรฯ ไปไกลเพื่อรักษาโรคมะเร็งตับที่คุกคามถึงอเมริกา
       
การต่อสู้แหลมคมขึ้นด้วยการเดินหน้าท้าทายนักวิชาการริบบิ้นสีขาวกับการก้าวย่างล้อมรัฐสภาขับไล่ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกรัฐมนตรีนอมินีพี่เมียที่กลิ่นกายคละคลุ้งไปด้วย
เรื่องอื้อฉาวคาวสวาทกับตำนานผีสาวตายทั้งกลม และตู้เย็นใบโตเพื่อเธอ...คนที่ไม่ใช่แฟน
       
ความเป็น และความตายใกล้แค่เอื้อม แต่พันธมิตรฯ มิได้ย่นระย่อท้อต่ออุปสรรคนานัปการที่หน้าอาคารรัฐสภาจึงแปรเปลี่ยนไปเป็นสนามรบ
       
เป็นการต่อสู้กันระหว่างพันธมิตรฯ สองมือเปล่า พร้อมหนึ่งมือตบ กับอสุรกายในเครื่องแบบตำรวจที่สาดกระสุนปืนใส่ประชาชนบริสุทธิ์ไม่ยั้ง ตามด้วยระเบิดแก๊สน้ำตาอย่างไม่ปรานี และทุบตีเจ้าของภาษีที่จ่ายเงินเดือนให้กับเขาราวสัตว์ป่าขม้ำเหยื่อ
       
พันธมิตรฯ ล้ม เจ็บ พิการ และตาย.... นักรบมือตบนับร้อยเลือดอาบ น้ำตาริน สิ้นเสียงปืน สิ้นเสียงระเบิด หมอกและควันจางหาย ที่เหลือคือ สมรภูมิรบ สมรภูมิเลือด และร่างบาดเจ็บล้มตายของนักสู้กู้ชาติ ที่ประกาศยอมตายเพื่อในหลวง ยอมหลั่งเลือดรดมาตุภูมิเพื่อขับไล้สภาโจรปล้นชาติออกไปจากบ้านเมือง
       
โครงการริบบิ้นสีขาว เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอันใด ขณะที่โบว์น้อยของพันธมิตรฯ สองเส้น-สองชีวิตอาบไปด้วยเลือดและน้ำตา ขาและแขนของพันธมิตรฯ มอบแล้วเพื่อถวายทรงธรรม์เทิดหล้า
       
กาลครั้งนี้ยังมิได้สิ้นสุด เพียงแต่เปลี่ยนเสื้อเหลืองเป็นชุดดำ เปลี่ยนคำสู้ สู้ เป็นคำไว้อาลัย แต่เราหมู่มวลชนคนพันธมิตรฯ ที่เหลือไม่เคยเปลี่ยนใจ กลับมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะ “เปลี่ยนมัน” ให้จงได้…แม้นตายก็ยอม
       
รอยเลือดถูกเช็ด น้ำตาถูกกลืนคืนลงไปในอก แขนขวาชูขึ้นแล้วกำหมัด สองขาก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น กับปณิธานว่า ชัยชนะต้องเป็นของประชาชน
       
สุดท้ายก้าวที่กล้าของมวลประชาก็พากันเดินเข้าสู่สงครามเก้าทัพ กระจายไปทั่วกรุงเทพฯ และปิดท้ายด้วยการปิดล้อม “ดอนเมือง” กับ “สุวรรณภูมิ” ท่ามกลางเสียงปืน เอ็ม 79 ที่ส่งตรงมาที่ทำเนียบฯ ไม่เว้นแต่ละคืน
       
ในความมืดมิดของรัตติกาล พันธมิตรฯ ยังเดินหน้าทำงานต่อไป ทุกๆ เช้าตรู่เราจะลุกขึ้นดูว่าเพื่อนๆ ของเรา ใครอยู่!!! ใครตาย!!!
       
ที่เรารู้แน่ๆ คือ รอยเลือดหยาดรดทำเนียบรัฐบาลไม่เว้นแต่ละวันเหลือจะทน แต่ก็ทนเหลือจะอด แต่ก็ต้องอดทน ไม่ร้อง...ให้เป็นหมา เพราะคนอาสาต้องทนเหมือนเสือ
       
การปิดสนามบินสองแห่งของพันธมิตรฯ ถูกโจมตีจากหลายฝ่าย การต่อสู้อย่างอโหสิ อหิงสา ถูกตราหน้าว่าทำลายชาติ พันธมิตรฯ กำลังพิงเชือกสู้ แล้วจู่ๆ เหมือนฟ้ามีตาเกิดคำพิพากษายุบพรรคพลังประชาชน!!!
       
เสียงโห่ร้องของพันธมิตรฯ ดังกึกก้องไปทั่วท้องนภา ขณะที่รัฐบาลพลิกขั้วก็เดินทางเข้ามา ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำกับพรรคร่วมที่ร่วมหัวจมท้ายกับใครก็ได้...ที่มีอำนาจและผลประโยชน์
       
พันธมิตรฯ กับการเดินทัพด้วยสองมือเปล่ากับหนึ่งมือตบ ถึงบทจบภาคสองที่ 193 วันแห่งการต่อสู้ที่เข้มข้น จริงใจ และรักแท้แน่นอน
       
พันธมิตรฯ หัวดื้อและยึดถือองค์พระประมุขเป็นแนวทาง นิ่ง สงบ เพื่อสยบความเคลื่อนไหวของกองโจรติดอาวุธเสื้อแดงของระบอบทักษิณที่เผาบ้านเผาเมืองแทบเป็นจุลในคืนวันสงกรานต์ลุยเพลิง
       
งานใหญ่กำลังรอคอยพี่น้องผองเพื่อนพันธมิตรฯ กับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ว่า ต่อแต่นี้ไปพันธมิตรฯ จะช่วยชาติในรูปแบบไหน?
       
ไม่ว่าจะอยู่ “ข้างถนน” หรือ “รัฐสภา” คนที่ตอบได้และทุบโต๊ะคือ พี่น้องพันธมิตรฯ หาใช่ใครอื่น
       
แม้แต่ 5 แกนนำก็ไม่ใช่!!!
       
มาเถิดหนามวลมหาประชาชนคนกล้า...มาหาความหมายและความฝัน “การเมืองใหม่”
       
เจ้าเรือน้อยทั้งหลายเอย ....จะล่องลอยไปหนแห่งใด ขอจงอย่าหวั่นผองภัย จงฝ่าไปอย่าได้อาวรณ์ เส้นทางสู่ฝันคืนวันมั่นนิรันดร สายลมรักจะเอื้ออาทรให้เจ้าจรถึงฟากฝั่งฝัน

       
จงตื่นรู้ เบิกบาน งานข้างหน้ายิ่งใหญ่ และเจ้าอย่าได้ลืม

“การเมืองดี ไม่ได้มีวางขาย อยากได้ต้องทำเอง”

 

 
 

พระพุทธศาสนากับการเมือง

    โดย ดร. ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์     

 

ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ เริ่มต้นจากการเป็นเด็กเลี้ยงควาย คุณพ่อเป็นชาวอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนคุณแม่เป็นชาวอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เข้าบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 12 ขวบ และสอบได้เปรียญ 9 ขณะเป็นสามเณร ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นนาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงสนับสนุนทุนการศึกษาโดยตลอด จนกระทั่งจบปริญญาเอกจากอ๊อกซ์ฟอร์ด

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธศาสนศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.ปฐมพงษ์ เป็นผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา ภาษาบาลี และโหราศาสตร์ ท่านกล้าแสดงความคิดเห็นและเขียนบทความที่น่าอ่านและมีสาระ ควรแก่การศึกษาและนำมาเผยแพร่

ที่มา :
http://www.bodhinanda.com

ดวงเมือง... มีดาวอังคารจรเดินหน้าไปสถิตที่ราศีกุมภ์โยคดาวอาทิตย์คู่ศัตรูที่กุมลัคนาอยู่ที่ราศีเมษ ขณะเดียวกัน ดาวอาทิตย์จรซึ่งโคจรอยู่ที่ราศีมีนก็โยคดาวอังคารคู่ศัตรูเดิมที่ราศีพฤษภ บ้านเมืองจึงดูวุ่นวายขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังแข็งอยู่เพราะดาวพฤหัสบดีโคจรไปตำแหน่งสุภะตรีโกณดาวอังคารเดิมซึ่งเป็นประ ดาวพฤหัสบดีจรอยู่ในตำแหน่งนิจ ทั้งสองดาวเป็นคู่สมพลจึงกอดคอกันฟื้นมีพลังขึ้นมา ดังนั้น กฎหมายจึงยังศักดิ์สิทธิ์ ทหารที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงช่วยรักษารัฐบาลอยู่ แกนนำเสื้อแดงกำลังนำพาตัวเองไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายแบบยืดเยื้อ ปัญญาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงแน่นอน หลังจากวันที่ 15 เมษายน ไป 1 เดือน เมื่อดาวอังคารจรเดินหน้าไปตกเรือนวินาศลัคนาที่ราศีมีนในเวลา 14:03 ม็อบเสื้อแดงที่ยังหลงเหลืออยู่ก็จะเจือจางลงไปเอง แต่อย่างไรก็ดี ทั้งดาวอาทิตย์และอังคารยังโคจรเอื้อมแสงถึงกันอยู่ อีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า อังคารยังจะทับดาวอาทิตย์คู่ศัตรูที่กุมลัคนา ดาวอาทิตย์ยังจะทับอังคารในราศีพฤษภอีก เพราะฉะนั้น คุณอภิสิทธิ์จะประมาทไม่ได้เลยในช่วงตั้งแต่เมษายนถึงเดือนสิงหาคม

ผมทำนายว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี มากที่สุด เมื่อถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ถูกกดดันอย่างหนักจนต้องเตรียมยุบสภา ผมเคยทำนายว่าถ้าไม่ใช่ปลายปีก็ต้องต้นปีหน้า เมื่อดาวพฤหัสบดีซึ่งเป็นดาวคุณธรรมสูงสุดโคจรเข้าสู่เรือนมรณะในดวงคุณอภิสิทธิ์

แต่มีประเด็นที่ผมอยากอธิบายเสริมก็คือตั้งแต่ 21 เมษายน 2552 นี้ไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2552 ดาวพฤหัสบดีซึ่งเป็นดาวคุณธรรมและเป็นดาวที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์ได้ตำแหน่งนายกจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์และเพิ่มอัตราการโคจรเร็วขึ้นเมื่อได้แรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์มากขึ้น (ภาษาโหราศาสตร์เรียกว่า ‘เสริด’) ชั่วคราว โดยดาวพฤหัสบดีจะโคจรเข้าสู่เรือนมรณะแก่ลัคนาคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในช่วงดังกล่าว กอประราหูยังโคจรเล็งลัคนาคุณอภิสิทธิ์อยู่ คุณอภิสิทธิ์ต้องระมัดระวังไว้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน-15 สิงหาคมเป็นกรณีพิเศษเพราะเป็นช่วงที่ดาวพฤหัสบดีโคจรเข้าเรือนมรณะแก่ลัคนาและราหูยังเล็งลัคนาอยู่ คุณอภิสิทธิ์จะสามารถประคับประคองไปได้แต่เหนื่อยมากๆ ขอให้ใช้ขันติบารมีและวิริยบารมีเป็นกรณีพิเศษ

สาเหตุที่การประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงรุนแรงขึ้นโดยไม่กลัวกฎหมาย สาเหตุเป็นเพราะอย่างน้อยที่สุด

- รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาจัดการทุนนิยมสามานย์เหมือนไก่อ่อน ปล่อยให้มีนายทหารและตำรวจที่เป็นฝ่ายทักษิณอยู่ในอำนาจ

- การทำงานของ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ไม่มีประสิทธิภาพ ผมเตือนไว้แล้วตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลว่าให้รีบปฏิรูป NBT เสียแล้วแจกแจงออกมาให้ละเอียดว่าทักษิณทำชั่วไว้อย่างไร แต่สาทิตย์ วงศ์หนองเตยกลับทำงานเชื่องช้า ที่จริงโหงวเฮ้งสาทิตย์ วงศ์หนองเตยมีลักษณะคนชอบพูดมากกว่าทำ ใบหน้ารูปไข่แต่คางแหลม เวลาพูดแล้วปากใหญ่เหมาะจะไปทำงานด้านการพูดมากกว่า จะให้ลงมือทำอะไรหวังผลยาก เพราะฉะนั้น อภิสิทธิ์ควรเร่งรัดคุณสาทิตย์ หาไม่ก็หาคนที่ทำงานเฉียบขาดทางด้านสื่อมาทำงานแทน


 

- ขณะที่คนไทยยังยากจนมากและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนอยู่เพียงนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน โดยเฉพาะฝ่ายค้านยังทำตัวไร้สาระ เป็นไอ้หน้าด้านที่ไร้ซึ่งหิริโอตตัปปะ ไม่มีเกียรติใดๆ เห็นท่าทีอภิปรายของไอ้หัวขวดคอตีบแล้วผมมองเห็นสัญชาติญาณสัตว์เดรัจฉานแฝงอยู่ในทุกลีลา รัฐบาลนายทักษิณโกงชาติแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวไปสาระพัด แต่ไม่เคยเห็นนักการเมืองร่วมพรรคคนใดหยิบประเด็นศีลธรรมมาซักฟอก แต่พอทักษิณเสื่อมอำนาจก็พากันออกมาดัดจริตหยิบประเด็นศีลธรรมออกมาอภิปราย เห็นแล้วรู้สึกทุเรศจริงๆ

- วันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมบังเอิญเปิดดูช่อง 11 หรือเอ็นบีที พบ นายสุนัย จุลพงสธร กำลังพล่ามให้สัมภาษณ์นักข่าวราวเที่ยงวันว่าพวกกลุ่มเสื้อแดงชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอันแท้จริงซึ่งเคยรุ่งเรืองสมัยนายทักษิณ ชินวัตร ผมฟังแล้วก็รู้สึกทุเรศ สส. คนนี้อย่างอดไม่ได้ ผมบนหัวมีสีดอกเลาปูนนี้แล้วสติปัญญายังอุดมด้วยมิจฉาทิฏฐิอีก นายสุนัยไม่เข้าใจหรืออย่างไรว่ารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 เอื้อให้ทักษิณโกงชาติบ้านเมือง? ไม่เข้าใจหรืออย่างไรว่านายทักษิณโกงชาติไปเท่าไหร่แล้ว? ไม่เข้าใจหรืออย่างไรว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณ มีเวปไซต์โจมตีในหลวงกี่เวปไซต์? ถ้านายทักษิณจงรักภักดีจริง ทำไมไม่รีบจัดการ? ไม่เข้าใจหรืออย่างไรว่าพรรคไทยรักไทยถูกยุบเพราะโกงการเลือกตั้ง รวมทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคอื่นๆ ที่ร่วมรัฐบาลด้วย? ฯลฯ การเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดง เช่น เรียกร้องให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่นักโทษอย่างทักษิณเป็นความพยายามของคนที่เคยได้ประโยชน์จากระบอบทุนนิยมสามานย์ของทักษิณทั้งนั้น...

- หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมในหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ประเทศไทยถึงมีนายตำรวจชั่วๆ หรือนักการเมืองชั่วดำรงตำแหน่งใหญ่โตตลอดเวลา สวนกระแสพระราชดำรัสที่ทรงแนะนำให้ตั้งคนดีมาปกครองบ้านเมือง? ตอบตามทรรศนะนักวิชาการทางศาสนา ผมอธิบายได้ว่า นักการเมืองชั่วก็ดี นายตำรวจชั่วก็ดีเหล่านี้มีไว้สำหรับให้หาผลประโยชน์กันครับ เพราะโดยปรกติ ถ้ารัฐมนตรีชั่วด้วยกันจะหาผลประโยชน์มิชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีทางหาผลประโยชน์จากคนดีได้ คนดีย่อมต่อต้านสิ่งผิดกฎหมายหรือศีลธรรมโดยธรรมชาติ ฉะนั้น ถ้าเอาคนดีไปมีอำนาจ คนดีก็จะไม่ตอบสนองโครงการทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวงใดๆ ที่นายชั่วประสงค์ หนำซ้ำยังต่อต้านด้วย เราจึงมักเห็นว่าเวลาบ้านเมืองมีนายกชั่ว คนชั่วๆ จะเข้ามามีอำนาจมากเพราะมีแต่คนชั่วเท่านั้นที่จะทำชั่วสนองตัณหานายกชั่วได้ จึงไม่แปลกที่บางทีนักการเมืองชั่วก็มักเสนอคนชั่วมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเป็นนอมินีให้ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า

คำถาม : เวลานี้บ้านเมืองแตกแยกมาก อยากให้ท่านอาจารย์ให้คำนิยามเสื้อแดง, เสื้อเหลือง และสีขาวริบบิ้นของ ดร.ปริญญา เทวนฤมิตรกุล คนเหล่านี้มีพื้นฐานการคิดทางการเมืองอย่างไรครับ? แอ๊ด คาราบาวแนะนำว่าถ้ารักในหลวงก็ให้อยู่กับบ้าน ไม่ต้องออกไปเคลื่อนไหว จัดเข้าในกลุ่มไหนครับ? การประท้วงของเสื้อแดงและเสื้อเหลืองแตกต่างกันอย่างไรหรือไม่ในทางการเมือง?

คำตอบ : ขออนุญาตเอาคำถามหลายๆ คำถามมาเรียงอยู่ในคำถามเดียวนะครับและตัดบางประเด็นออก... ผมเรียนมาทางอักษรศาสตร์และศาสนศาสน์ครับ ไม่มีเวลาอ่านทฤษฎีการเมืองสักเท่าไหร่ คำอธิบายต่อไปนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นพจนานุกรมชาวบ้านในมุมมองผมก็ว่าได้

 

"กลุ่มคนเสื้อเหลือง" หมายถึงกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันและนัดแนะกันใส่เสื้อเหลืองเพื่อร่วมชุมนุมกันทางการเมือง คนเหล่านี้มาจากทุกชนชั้นอาชีพและมีความรู้สึกอย่างเดียวกันคือ 1. เทอดทูนชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะการต่อต้านกับกลุ่มชนที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2. มีจิตมุ่งมั่นที่จะขับไล่รัฐบาลโกงชาติโกงแผ่นดิน 3. เน้นเศรษฐกิจพอเพียงดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริริเริ่ม 4. สนใจปฏิรูปการเมืองใหม่ เอาคนดีเข้าสภา...คนมีอุดมการณ์นี้มารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนแล้วตัดสินใจพากันสวมเสื้อเหลืองเป็นสัญลักษณ์ แล้วออกมาสู่ถนนเพื่อต่อสู้ตามอุดมการณ์ ต่างจากกลุ่มคนที่อ้างว่ารักชาติ รักแผ่นดินหรือรักในหลวงแต่ปาก แล้วเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน ใครมีอุดมการณ์แบบนี้ก็ถือเป็นเหลืองทั้งนั้น สีเหลืองเป็นสีประจำวันคนเกิดวันจันทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสูติวันจันทร์ คนที่ชุมนุมเพื่ออุดมการณ์ดังกล่าวจึงตกลงใจสวมเสื้อเหลืองเมื่อนัดชุมนุม แต่ว่าพอกลับไปอยู่บ้านหรือไปทำงาน จะสวมเสื้อสีอะไรก็ได้ บางคนอาจไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมแต่ส่งเงินและเสบียงอาหารไปช่วยก็นับเป็นเสื้อเหลืองด้วย แม้คนที่แอบช่วยเสื้อเหลืองอยู่ลับๆ แต่ไม่เปิดเผยตัวด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น ศิลปินที่เกรงจะมีผลกระทบเรื่องงาน ก็นับเป็นเสื้อเหลืองด้วย นี่คือคำนิยามของเหลืองในทรรศนะผมครับ ใครสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการข้างต้น ก็ชื่อว่าเป็นกลุ่มเสื้อเหลือง

"กลุ่มเสื้อแดง" คือกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกันและตกลงกันใช้เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์และสวมใส่ในวันชุมนุม กลุ่มนี้ เชิดชูนายทักษิณ ชินวัตรและต่อสู้ให้นายทักษิณ ชินวัตรให้กลับมามีอำนาจทางการเมืองอีก โดยพยายามลืมข้อเท็จจริงไปว่า (1) นายทักษิณ ชินวัตรทุจริตฉัอราษฏร์บังหลวงหรือโกงชาติ คนส่วนใหญ่เหล่านี้มักจะคิดไปว่าทักษิณมีนโยบายประชานิยม ทำให้ประชาชนนิยมกันมาก แต่มักลืมคิดไปว่านายทักษิณ ชินวัตรได้อะไรไปจากการที่เป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง (2) นายทักษิณ ชินวัตรในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้โกงเลือกตั้งมาจนกระทั่งศาลมีคำสั่งยุบพรรค ไม่เพียงแต่มีประวัติเสียในเรื่องการซื้อเสียงเท่านั้น ลูกๆ ของนายทักษิณก็มีข่าวฉาวโฉ่ในเรื่องโกงข้อสอบด้วย (3) ระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี นายทักษิณควบคุมสื่อได้หมด เลี้ยงสื่อที่ตัวเองชอบ ถีบสื่อที่ตัวเองไม่ชอบ จะเห็นได้ว่ารายการโทรทัศน์และวิทยุหลายรายการที่มีความเห็นแย้งจากตนจะถูกถอดถอนออกจากสถานี ไม่ว่าโทรทัศน์หรือวิทยุ (4) ระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี นายทักษิณได้เข้าแทรกแซงองค์กรอิสระจนเป็นง่อย หาไม่ก็แต่งตั้งคนของตัวเองให้เข้าทำงานแทน ทำให้กระบวนการยุติธรรมไขว้เขว องค์กรอิสระเป็นองค์กรตรวจสอบนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อถูกแทรกแซงก็ทำงานไม่ได้ นายทักษิณจึงมิใช่นักประชาธิปไตยที่ดี (5) ระหว่างนายทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีก็เลี่ยงการซักฟอกในรัฐสภาตลอด โอกาสฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายทักษิณจึงไม่มี เพราะนายทักษิณพยายามกุมเสียง สส.ไว้เป็นส่วนใหญ่

พฤติกรรมที่นายทักษิณ ชินวัตรทำนั้น ที่จริงแล้วผิดหลักของประชาธิปไตย เรียกรวมๆ ว่าทุนนิยมสามานย์เพราะขาดธรรมาภิบาล (good governance) และทศพิธราชธรรม พฤติกรรมนายทักษิณที่จริงแล้วเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อนายทักษิณถูกประท้วงไล่และคำสั่งศาลจนหนีออกไปนอกประเทศ ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์ก็รวมกลุ่มขึ้นมาสวมชุดเสื้อแดง กลายเป็น ‘กลุ่มเสื้อแดง’ ไป

"กลุ่มริบบิ้นสีขาว" เป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งมี นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นแกนนำ กลุ่มนี้ต้องการรณรงค์มิให้สังคมใช้ความรุนแรง ถ้าให้ผมวิเคราะห์ พวกนี้อ้างว่าไม่เน้นความรุนแรง ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงในบ้านเมืองซึ่งที่จริงก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ประเด็นก็คือคนพวกนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรกับทุนนิยมสามานย์ ไม่ได้ต่อต้านอะไรกับระบอบทักษิณเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ได้ต่อสู้เรียกร้องให้คนเห็นความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคสมัยที่มีเวปไซต์จำนวนมากหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลุ่มพวกนี้อาจจะรักชาติรักสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกัน แต่ไม่ได้มาต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ไม่ได้ร่วมประท้วงกับกลุ่มเสื้อเหลือง พูดง่ายๆก็คือวางตนเป็นกลางอยู่เฉยๆ ปัญญาชนต้องตั้งคำถามต่อพฤติกรรมหรือท่าทีคนพวกนี้ว่าพฤติกรรมที่คนพวกนี้กระทำอยู่ช่วยอะไรประเทศชาติในระหว่างที่ทุนนิยมสามานย์ครอบครองเมือง


ขณะที่มีเวปไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายพันเวปไซต์ระหว่างที่นายทักษิณ ชินวัตร, นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี กลุ่มริบบิ้นของนายปริญญาและนักศึกษาบางก๊กที่เชื่อตามได้ทำอะไรเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือปล่าว? นายปริญญานั้นระหว่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ออก พรก.ฉุกเฉินและสลายม็อบไปเกือบเสร็จแล้วยังออกมาให้สัมภาษณ์ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะลาออกด้วยซ้ำ โดยไม่มีปัญญาเฉลียวใจเลยว่าลาออกแล้วจะเกิดผลเสียอย่างไรต่อประเทศ ในช่วงที่เสื้อแดงเริ่มก่อตัวประท้วง ก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองเพื่อกดดันรัฐบาล ผมไม่เห็นนายปริญญาออกมาสำทับให้ใช้สันติ แม้กระทั่งตอนที่กลุ่มเสื้อแดงบุกสถานที่ประชุม นายปริญญาก็เงียบ แม้ขณะที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเกือบถูกสังหาร นายปริญญาก็เงียบ แต่พอรัฐบาลจะเริ่มปราบมอบโดยใช้มาตรฐานสากล นายปริญญากลับออกมาเตือนรัฐบาล หนำซ้ำแนะนำให้นายอภิสิทธิ์ลาออก พูดจริงๆ ก็คือขณะนี้ ผมไม่มีศรัทธาเหลืออยู่กับนายปริญญาอีกต่อไปเลย สังคมควรจะจับตามองดูด้วยว่าคำให้สัมภาษณ์นายปริญญานั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ หรือสักเป็นแต่นักวิชาการในห้องแอร์

 

เดี๋ยวนี้สังคมไทยแตกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่แล้ว กล่าวคือ
(1) พวกเสื้อแดงที่นิยมทุนนิยมสามานย์แบบทักษิณสร้างขึ้นมา โดยได้เงินทุนจากทักษิณ ชินวัตร พวกนี้ แฝงอยู่ทั้งในคราบตำรวจ ทหาร ข้าราชการและพลเรือน เพียงแต่ไม่แสดงตัว หากแต่พยายามช่วยนายทักษิณอยู่อย่างลับๆ
(2) พวกที่เป็นกลางอยู่เฉยๆ ทั้งๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์สั่นคลอนจากทุนนิยมสามานย์ เช่น กลุ่มปริญญา เทวานฤมิตรกุล ซึ่งไม่มีกิจกรรมใดที่แสดงให้เห็นว่าต่อสู้กับระบอบทักษิณหรือทุนนิยมสามานย์ชัดเจน
(3) พวกที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ด้วยหัวใจแล้วลุกขึ้นมาสู้กับระบอบทักษิณ คนเหล่านี้ต่อมาได้เลือกใช้เสื้อเหลืองเป็นสัญลักษณ์ พูดง่ายๆ ก็คือกลุ่มเสื้อเหลืองคือพวกรักชาติ ศาสน์และสถาบันกษัตริย์ที่ไม่อยู่นิ่งเฉยๆ เพราะนักการเมืองฉ้อราษฏร์บังหลวงกันมากและในหลวงถูกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขืนอยู่เฉยๆ บ้านเมืองก็ไปไม่รอดเพราะถูกทุนนิยมสามานย์กัดจนกร่อนไปมากแล้ว

 

 

ผมภูมิใจมากที่เป็นเหลือง และก็ภูมิใจที่ นายกษิต ภิรมย์ ได้กล่าวอย่างภาคภูมิใจที่เป็นเหลืองเพราะพวกเสื้อเหลืองต่างจากพวกที่อยู่กลางๆ จำนวนมากซึ่งเป็นพวกที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์แต่ปาก ทุกคนสามารถเป็นเสื้อเหลืองกันได้ ถ้าสามารถสลัดความอ่อนแอและปลุกปลอบกำลังใจให้กล้าหาญแล้วร่วมชุมนุมขับไล่ อย่างไรก็ดี สังคมไทยก็มีคนอีกประเภทที่ควรต้องกล่าวยกย่องไว้ด้วย หมายถึงคนที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์และแอบช่วยเหลือพันธมิตรอยู่ในเรื่องทุนทรัพย์และกำลังใจอยู่ลับๆ ไม่อยู่นิ่งเฉย เพียงแต่ไม่ปรากฎตัวด้วยเหตุผลบางอย่าง คนเหล่านี้ก็นับเป็นกลุ่มเสื้อเหลืองด้วย

มีนักดนตรีเพื่อชีวิต 2 คนที่ผมชอบฟัง คือ สุรชัย จันทิมาทร และ แอ๊ด คาราบาว ซึ่งโด่งดังมาจากชุด Made in Thailand แต่หลังจากที่แอ๊ด คาราบาวแสดงทรรศนะว่าตัวเองไม่เป็นทั้งเหลืองทั้งแดง และแนะนำให้คนไทยอยู่บ้าน ไม่ต้องร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงหรือเหลือง ผมขนเอาซีดีแอ๊ด คาราบาวทั้งหมดไปทิ้งลงขยะ

 

เพราะถ้าไม่มีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลือง สถาบันกษัตริย์จะรอดจากทุนนิยมสามานย์ของระบอบทักษิณหรือไม่? ถ้าไม่มีกลุ่มเสื้อเหลืองประท้วง จะมีรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นมาได้หรือไม่?

 

ผมคิดว่าแอ๊ด คาราบาวคงจะอยู่ในกลุ่มที่วางตัวเป็นกลางแบบเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเพราะบทบาทไม่ได้มีพลังพอที่จะต่อต้านทุนนิยมสามานย์หรือระบอบทักษิณ


คำถาม : การประท้วงของเสื้อแดงและเสื้อเหลืองต่างกันตรงไหน?

คำตอบ : ประเด็นแรกสุดคืออุดมการณ์ต่างกัน กลุ่มเสื้อแดงต่อสู้เพื่อให้นายทักษิณ ชินวัตร กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ทั้งที่รู้ว่านายทักษิณ ชินวัตรทำผิดมากมาย เช่น มีคนเปิดเวปไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายพันเวปไซต์ระหว่างที่นายทักษิณและรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์มีอำนาจ ฯลฯ ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และพยายามนำเอารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่นายทักษิณใช้โกงชาติได้มากที่สุดมาใช้ ส่วนกลุ่มเสื้อเหลืองมีอุดมการณ์ชัดเจน กล่าวคือต่อสู้กับทุนนิยมสามานย์หรือระบอบทักษิณเพื่อธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสน์และสถาบันพระมหากษัตริย์ มุ่งก่อวินาศกรรมทำลายชาติให้เกิดวิกฤติอย่างรุนแรงในชาติเพื่อให้นายกอภิสิทธิ์ลาออกและมีมีอัศวินอีกคนมากู้ กลุ่มพันธมิตรจึงไม่ได้ทำลายข้าวของใดๆ ที่เป็นของสาธารณะชน เมื่อเลิกชุมนุมแล้วก็ปัดกวาดทำเนียบรัฐบาลอย่างดี ซึ่งตรงกันข้ามกับเสื้อแดง การประท้วงของกลุ่มเสื้อเหลืองเป็นสิ่งที่เรียกว่าอารยะขัดขืน (Civil Disobedience) ส่วนการประท้วงของเสื้อแดงเป็นการก่อการจลาจลหรือการก่อการร้าย (Terrorist actions)

 

คำถาม : การบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิของพวกเสื้อเหลืองนั้นเข้าขั้นก่อการร้ายหรือไม่?

คำตอบ : คำตอบก็คือไม่เป็นและยังอยู่ในขอบเขตของอารยะขัดขืน เราจะอธิบายประเด็นนี้ได้อย่างไร? ผมขอให้นึกถึงพุทธวจนะเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกว่า จเช ธนํ องฺควรสฺส เหตุ องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต (ขุ.ชา.28/382/147) แปลว่า ‘พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ พึงสละได้ทั้งอวัยวะ ทรัพย์และแม้กระทั่งชีวิตหากต้องการรักษาธรรมเอาไว้’  พุทธภาษิตข้อนี้หมายความว่าให้คนเรารู้จักเสียสละผลประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่เอาไว้เมื่อถึงคราวคับขัน ผมรู้ดีว่า การปิดสนามบินส่งผลเสียต่อประเทศชาติมากมาย แต่เมื่อเทียบกับผลเสียต่อประเทศที่จะเกิดจากระบอบทักษิณหรือทุนนิยมสามานย์ในระยะยาว ไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมและระบบคุณธรรมแล้ว ประเทศชาติจะเสียหายกว่า ผมก็คิดว่าคุ้ม ขอให้คนอ่านที่ไม่พึงพอใจกับบทสรุปนี้พยายามค้นให้พบว่าทักษิณได้ทำอะไรผิดไว้บ้างให้ละเอียด แล้วจะเชื่อตามผมว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นไม่ได้ห่างไกลความจริงไปนัก


คำถาม : ผมอยากให้อาจารย์ช่วยวิเคราะห์ในทางวิชาการถึงพฤติกรรมโฟนอินของ ดร.ทักษิณ ชินวัตรครับ
คำตอบ : ผมไม่อยากตอบยาวครับเพราะดูแล้ว ขณะที่ผมตอบคำถามนี้ทักษิณได้เลิกโฟนอินแล้ว ผมได้รับอีเมล์จากท่านอาจารย์ในช่วงที่นายทักษิณกำลังโฟนหรือให้สัมภาษณ์ผ่านวีดิโอลิงค์อย่างเมามัน ถ้าให้ผมวิเคราะห์ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ผมตอบได้ว่าทักษิณกำลังมีอาการป่วยทางจิต ใครอยากเข้าใจสภาพจิตของทักษิณตอนนี้และต้องการทฤษฎีที่เหมาะสมมาอธิบาย ผมอยากให้ย้อนกลับไปอ่านทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์, ถ้าสนใจดูว่าพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปเพราะปัญหาเชาว์ปัญญาและสมองทำงานบอกพร่องไปหรือปล่าวก็หาอ่านผลงานนักจิตวิทยาแนวมานุษยนิยมอย่างอับราฮัม มาสโลว์หรืออาจศึกษาจิตวิทยาในแนวพฤติกรรมนิยมของเบอร์รุส สกินเนอร์แทน จะได้คำตอบที่เป็นทฤษฎีดีกว่าผม ผมเคยเรียนจิตวิทยามาบ้าง ระยะนี้งานวิจัยอย่างอื่นท่วมตัว ไม่มีเวลาค้นหาหนังสือจิตวิทยาที่เคยอ่านครับ ปล่อยให้ท่านผู้รู้จริงอธิบายดีกว่า

ในความเห็นส่วนตัวผม ตอนนี้ ดร.ทักษิณจิตป่วนเพราะถูกความวิตกกังวลต่างๆ ที่ภาษาทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจะ’และ
ถีนมิทธะ (ภาษาแพทย์เรียกว่า pervasive anxiety หรือ anxiety disorder) ครอบงำจิตใจมากเพราะดูท่าจะเริ่มหมดหวังกับเส้นทางในอนาคตของตัวเองเสียแล้วเพราะเจอทางตัน ดังนั้น จึงออกมาพูดกระตุ้นกลุ่มเสื้อแดงหนักขึ้น เป้าประสงค์ก็คือกระตุ้นให้กลุ่มเสื้อแดงออกรบ ด้วยเหตุนี้จึงต้องปั้นแต่งเรื่องหลายเรื่องเพื่อโน้มน้าวใจคนในกลุ่มเสื้อแดงเชื่อแล้วออกปฏิบัติการเพื่อตน ในช่วงสงคราม นักจิตวิทยาในกองทัพพยายามปลุกเร้าให้ทหารในกองทัพตนมีขวัญและกำลังใจออกรบฉันใด ทักษิณก็กำลังทำฉันนั้น ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงฉลาดหน่อย จับผิดคำพูดของทักษิณก็จะเห็นว่าหลายเรื่องไม่จริงและไม่น่าเชื่อถือด้วยตัวเองด้วยซ้ำ

 

ช่วงที่มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉินและปราบม็อบ หลังจากนั้นก็มีรายงานข่าวทั้งบีบีซี ซีเอ็นเอ็น อัลจาซีร่า ฯลฯ โดยสัมภาษณ์นายทักษิณ ชินวัตร, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและมีผู้สื่อข่าวของแต่ละสำนักข่าวรายงานข้อเท็จจริงสำทับ ผมมีจานรับสัญญาณดาวเทียมยูบีซี และมีจานรับสัญญาณดาวเทียมอีกดวงซึ่งดูการถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ในแถบเอเซีย รวมทั้งอัลจาซีร่า ผมฟังการสัมภาษณ์นายทักษิณ ชินวัตรผ่านโทรทัศน์นานาชาติแล้วรู้สึกสมเพชมากครับ สมเพชประเทศไทยว่าทำไมถึงมีอดีตนายกที่โคตรทุเรศอย่างนายทักษิณ ชินวัตรเพราะพูดจาตลบแตลงสิ้นดี ยกตัวอย่างเช่นทั้งบีบีซีและซีเอ็นเอ็นถามว่าทักษิณอยู่เบื้องหลังโดยสนับสนุนการเงินต่อการชุมนุมของเสื้อแดงหรือไม่? นายทักษิณตอบปฏิเสธ อ้างว่าแค่ให้กำลังใจ (moral support) เท่านั้น คนเขารู้กันทั้งประเทศว่านายทักษิณโฟนอินหรือให้สัมภาษณ์ผ่านวิดิโอลิงก์ปลุกเร้าให้คนมาชุมนุม คนเขารู้กันทั้งประเทศว่านายทักษิณเป็นถุงเงินของการชุมนุมเพราะกระสันอยากกลับมามีอำนาจอีก แต่ทักษิณก็ยังหน้าด้านไร้ยางอายโดยตอแหลอย่างหน้าด้านๆ ผ่านสื่อนานาชาติซึ่งออกอากาศไปทั่วโลกราวกับว่าไม่เคยเรียนศีลธรรมมาเลย ผมสังเกตสีหน้าท่าทาง ผมมีความรู้สึกว่าขณะนี้ทักษิณใกล้บ้าแล้วครับ เพราะจิตใจพลุ่งพล่านมาก

คำพูดของคนจิตป่วนเชื่อถือไม่ได้หรอกครับ พูดไปพูดมาก็ขัดแย้งกันเอง เพราะเป็นการพูดขณะที่จิตป่วน สิ่งที่หลุดคำพูดออกมาจึงไม่ค่อยมีเหตุผล เต็มไปด้วยอารมณ์ ถ้าทักษิณต้องการให้อาการตนกลับสู่ระดับปรกติ มีทางเดียวครับ คือฝึกสมาธิจนจิตได้บรรลุระดับเอกัคคตา ซึ่งจะช่วยให้ทักษิณ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และมีความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะได้ ถ้าไม่ทำและพยายามพูดขณะที่จิตกำลังป่วยก็เหมือนฆ่าตัวเองให้ตายเร็วขึ้น เพราะปากจะเอาความสะใจซึ่งเป็นกิเลสเข้าว่า ในที่สุดก็พูดอะไรที่ไม่สมควรพูดออกไปมากและนำไปสู่หายนะ ผมดูดวง ดร.ทักษิณ ชินวัตรแล้วกำลังวิกฤติเพราะเสาร์กำลังทับดาวศุกร์เจ้าเรือนลัคนาอยู่ (ลัคนาอยู่ตุลย์ ไม่ใช่อยู่ที่ราศีกัณย์ดังที่เชื่อกันโดยมาก) เพราะฉะนั้น ทักษิณจึงตัดสินใจทำอะไรบุ่มบ่ามให้ตัวเองตกต่ำอยู่เรื่อยๆ ผมขอพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่าตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ถ้าไม่ใช่ต่อมน้ำเหลืองก็เลือดของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตรจะเริ่มมีปัญหาให้เห็นครับ...คอยดูเถอะครับ